รู้หรือไม่ การทำ SEO สำคัญต่อธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไร

รู้หรือไม่ การทำ SEO สำคัญต่อธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไร

ธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังมาแรงและเป็นที่จับตามองในยุคนี้ การเติบโตแบบก้าวกระโดดจำเป็นต้องทำ SEO เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น ประโยชน์ของการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาทำให้ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ทั้งต้นทุนต่ำและทำกำไรได้อย่างดีด้วย ถามว่าการทำ SEO สำคัญกับธุรกิจสตาร์ทอัพมากน้อยแค่ไหน อธิบายว่าได้ว่าถ้าทำให้เว็บไซต์ติดอับดับผลลัพธ์การค้นหาอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของ Google ไม่เพียงสร้างความโดดเด่นให้ลูกค้าเป้าหมายเห็นก่อนแบรนด์คู่แข่งเท่านั้น ยังทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจเกิดใหม่มีความน่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นการโปรโมทให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักแพร่หลายรวดเร็วมากขึ้น

สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก สิ่งแรกที่ต้องคำนึงในการจัดทำเนื้อหาบทความคือข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณภาพสูงเพื่อเป็นช่องทางโฆษณาสินค้าและบริการให้ข้อมูลอย่างละเอียดและเป็นประโยชน์แก่ลูกค้าในอนาคต ไม่เพียงแข่งขันกับธุรกิจขนาดเล็กรายอื่น ๆ ได้เท่านั้น ถ้ามีการโพสต์เนื้อหามีคุณภาพต่อเนื่อง ก็ได้รับความชื่นชมอย่างมากจนยกระดับเทียบรุ่นกับธุรกิจขนาดกลางก็เป็นได้ กลยุทธ์ SEO จึงคุ้มค่าสำหรับสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กทั้งในด้านเพิ่มการเข้าชมและเพิ่มยอดขาย ถึงตอนนี้คงต้องการทราบกันแล้วว่า หากจะทำ SEO สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพให้มีประสิทธิภาพและจัดอันดับเว็บไซต์ให้ดีขึ้น ต้องทำอย่างไร

1.อันดับแรกเริ่มสร้างแบ็กลิงก์คุณภาพสูงให้ชี้กลับมาที่เว็บไซต์เพื่อให้เว็บไซต์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ Google พิจารณาว่าเว็บไซต์นั้นเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน และช่วยจัดอันดับเว็บไซต์ธุรกิจสตาร์ทอัพให้ได้รับอันดับสูงขึ้น

2.ผลกระทบของโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูงมากต่อการโฆษณาธุรกิจสตาร์ทอัพด้วยการแชร์เนื้อหาบนช่องทางโซเชียลมีเดีย การทำ SEO จะเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์และช่วยให้กำหนดเป้าหมายไปจูงใจลูกค้าที่ต้องการบนโซเชียลมีเดียได้ง่ายขึ้นด้วย หากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นและบ่อยขึ้น เว็บไซต์จะขึ้นไปปรากฏในอันดับต้น ๆ ของเครื่องมือค้นหา ซึ่งหมายความว่าจะเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายด้วย

3.อัปเดตบล็อกสม่ำเสมอ ถือเป็นหนึ่งในเคล็ดการทำ SEO ที่มีคุณภาพดีสำหรับบริษัทเกิดใหม่และธุรกิจขนาดเล็ก เนื้อหาบทความที่อัปเดตต้องสดใหม่ทันสมัยและมีประโยชน์ สิ่งสำคัญคือการใช้คีย์เวิร์ดแบบสั้นและยาว และแท็กหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งรูปภาพ ใช้คำอธิบายความที่กระชับและชัดเจน รวมถึงใช้คีย์เวิร์ดหลักสร้างความเชื่อมโยงภายในบล็อก เรียกว่างัดกลยุทธ์การทำ SEO มาใช้ทั้งหมด รวมถึงการทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายและโหลดไว มีเนื้อหาที่น่าอ่าน ทำให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้ชมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นและอยู่ในเว็บนานขึ้น

กลยุทธ์ SEO เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพในการดึงดูดลูกค้ามายังเว็บไซต์ เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Google ได้ ลูกค้าเป้าหมายจะค้นพบเว็บได้ทันที เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าเห็นก่อนย่อมมีโอกาสขายได้ก่อน

อัปเดตเทรนด์ SEO ต้องปรับเว็บไซต์อย่างไรในปี 2564

อัปเดตเทรนด์ SEO ต้องปรับเว็บไซต์อย่างไรในปี 2564

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวสู่ปีใหม่ 2564 เทรนด์การทำ SEO ที่เคยเป็นที่นิยมเริ่มปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม จึงถึงเวลาที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องอัปเดตเว็บไซต์เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาโดยเน้นปรับปรุงเนื้อหาให้มีคุณภาพมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยหลักที่จะชี้ขาดอันดับความนิยมของเว็บไซต์ในเสิร์ชเอ็นจิ้นชื่อดังอย่าง Google ยิ่งสร้างสรรค์เนื้อหาได้ดีเท่าไร ผู้ใช้จะสนุกและได้ประโยชน์จากงานเขียนและกลับมาใช้บริการบ่อยขึ้น การดึงดูดผู้ชมจำนวนมากมาที่เว็บไซต์ได้แสดงถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือซึ่งมีผลทำให้เว็บไซต์รั้งอันดับต้น ๆ ปรากฏอยู่ในสายตาผู้ค้นหาข้อมูลอยู่เสมอ

การปรับแต่งเนื้อหามีเป้าหมายเพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์พอใจมากขึ้น ทุกวันนี้คนอ่านหนังสือกันน้อยลง การสร้างคอนเทนต์ควรเน้นเขียนบทความสั้น ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพด้วยคำหลักจำนวนมาก การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมคือสิ่งที่จะช่วยปรับปรุง SEO ให้ทันตามกระแส ควรเปลี่ยนจากคีย์เวิร์ดเดิม ๆ ที่เก่าเกินไปและล้าสมัยที่จะพูดถึง ให้เป็นคีย์เวิร์ดใหม่ที่จะช่วยให้ค้นพบสิ่งที่ต้องการรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้การใช้คีย์เวิร์ดเป็นคำเดียวกันเสมออาจไม่เหมาะกับทุกคน ควรเพิ่มคำใหม่หลากหลายทั้งคำหลัก คำรอง และประโยคสั้น ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ดีและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ถูกใจผู้ใช้มากขึ้น

ช่วงปีที่ผ่านมาหลายคนทำ SEO โดยใช้คำหลักจำนวนมากและปริมาณที่ใช้มากเกินไป ไม่ใช่ว่าใส่คีย์เวิร์ดมากแล้วจะดี และไม่ช่วยทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Google ได้ ปีใหม่แล้วต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ด้วย เพราะคุณภาพของบทความมีความสำคัญมากกว่าปริมาณคำหลัก ดังนั้นวิธีการใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปในบทความควรใช้เทคนิควิธีเขียนแบบธรรมชาติ โดยเลือกคีย์เวิร์ดปริมาณปานกลาง เริ่มเลือกคำหลักก่อนแล้วตามด้วยคำรองที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นไปได้ลองใช้เครื่องมือวิจัยคำหลักช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการได้ดีที่สุด

คีย์เวิร์ดที่มากเกินไปไม่เป็นผลดี เพราะว่า Google ต้องการให้ผู้ใช้รับเฉพาะข้อมูลที่พิสูจน์แล้วว่าน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ หากตรวจจับพบคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณมากผิดปกติ ทำให้อ่านเนื้อหาไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าบทความเขียนเรื่องอะไร ไม่เพียงผู้ใช้จะไม่เข้าเว็บไซต์อีกต่อไป แต่ยังทำให้ Google ไม่เชื่อถือและลงโทษเว็บไซต์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ด้วยการลดอันดับลง

เป้าหมายของเว็บไซต์ไม่ใช่ดึงดูดผู้อ่านมากขึ้น แต่เป็นการสร้างความพอใจเพื่อเปลี่ยนผู้ใช้ให้กลายมาเป็นผู้ซื้อ เนื้อหาของบทความต้องโปรโมตผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายด้วย ดังนั้น นอกเหนือจากบทความที่ให้ประโยชน์แล้ว ยังต้องจัดทำโครงสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย เลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมใส่ในบทความพร้อมกับสร้างลิงก์ไปยังสินค้าและบริการโดยตรง เมื่อผู้ใช้พบสิ่งที่ต้องการเร็วทันใจก็ทำให้รู้สึกพึงพอใจ ช่วยสร้างแรงจูงใจในการซื้อได้สำเร็จ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำ SEO แบบมืออาชีพที่แท้จริง

แนะนำเทคนิคการเขียน SEO เบื้องต้น ที่ใครก็ทำได้

แนะนำเทคนิคการเขียน SEO เบื้องต้น ที่ใครก็ทำได้

การเขียนบทความหรือคอนเทนต์ SEO นั้น ย่อมแตกต่างไปจากการเขียนบทความทั่วไป เนื่องจาก SEO จำเป็นต้องคำนึงถึง Keyword หรือคำสำคัญที่เราต้องการจะใช้ ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้าระดับหนึ่ง อีกทั้งยังต้องใช้ประสบการณ์พอสมควรในการดันให้บทความหรือคอนเทนต์ SEO นั้น ๆ ขึ้นไปติดหน้าแรก ๆ ในการค้นหาของ Google แต่ขอเพียงหมั่นฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากขึ้น การทำ SEO ให้ได้ผลดีก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป อย่างที่เราจะมาแนะนำ เทคนิคการเขียน SEO เบื้องต้นที่ใครก็ทำได้

1) วางแผนก่อนเขียนด้วยการทำ Keyword Research
การทำ Keyword Research หรือการวางแผนการใช้คำสำคัญ​คือกระบวนการแรกที่ควรทำก่อนจะลงมือเขียนอะไร เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้คำสำคัญหรือคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งาน Search Engine ให้ความสนใจหรือมีการค้นหาเป็นจำนวนมาก โดยเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยเราได้ คือ Google Keywords Planner, Ubersuggest และ Moz ส่วนใครที่เริ่มมีประสบการณ์ทำ SEO มากหน่อยก็สามารถขยับไปใช้ซอฟท์แวร์ระดับมือโปรอย่าง Ahrefs, Mangool, Semrush ที่ช่วยให้เราสามารถเลือกใช้คีย์เวิร์ดได้อย่างเหมาะสม

2) ใช้คีย์เวิร์ดให้ถูกที่ถูกเวลา
หลายคนที่เพิ่งหัดเขียนคอนเทนต์ SEO มักจะเข้าใจว่าการใส่คีย์เวิร์ดให้เยอะที่สุดจะยิ่งช่วยดันให้บทความหรือคอนเทนต์ของเราไปติดอันดับได้ง่าย แต่ความจริงแล้วผิดถนัด เนื่องจากการใช้คีย์เวิร์ดที่ล้นเกินไปหรือผิดธรรมชาติไม่สอดคล้องกับบริบท มีโอกาสที่ระบบอัลกอริทึมจะมองว่าคอนเทนต์ของเราเป็นสแปม (Spam) จนอาจถูกปิดกั้นการเข้าถึงได้ ดังนั้น การใช้ คียเวิร์ด จึงควรเน้นที่จุดสำคัญอย่างชื่อเรื่อง (Title), ชื่อหัวข้อย่อย (H1, H2, H3…), คำอธิบายอย่างย่อ (Meta Description) และใช้กระจายในเนื้อหาอย่างเหมาะสม เป็นธรรมชาติ

3) อย่าลืมใช้คีย์เวิร์ดใกล้เคียงตามความเหมาะสม
หากจำเป็นต้องใช้ คีย์เวิร์ดซ้ำกันมาก ๆ จนทำให้บทความหรือคอนเทนต์ของเรามีคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ เยอะเกินไป เราก็สามารถเลี่ยงได้ไม่ยากโดยการใช้คีย์เวิร์ดใกล้เคียงเช่น คีย์เวิร์ดคำว่าการดูหนังเราก็อาจเลี่ยงไปใช้คำใกล้เคียงอย่างการดูภาพยนตร์ซึ่งช่วยให้บทความของเราดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้คำซ้ำ ๆ จนเกินความจำเป็นนั่นเอง

4) เขียนให้รู้เรื่องและน่าอ่าน
การพัฒนาสกิลด้านการเขียนนั้น จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์ โดยเฉพาะการเขียนให้อ่านรู้เรื่องแถมยังมีความลื่นไหลน่าติดตามนั้น สำคัญพอ ๆ กับการเลือกใช้คีย์เวิร์ดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ ยิ่งเราเขียนได้ลื่นไหลน่าอ่านมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลต่อการแชร์และการไลค์ของคนในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอัลกอริทึมของ Google ให้ความสำคัญกับกระแสความสนใจในโซเชียลมีเดียอย่างมาก ดังนั้น ยิ่งมีคนแชร์หรือโพสต์อะไรเกี่ยวกับคอนเทนต์ของเรามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสติดหน้าแรก ๆ ของ Google มากเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการเขียน SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้น ยังมีกลเม็ดเด็ดพรายอีกมากมายที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน แต่สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มเขียนเนื้อหาเพื่อ​ SEO ทั้ง 4 ข้อที่เรายกมาแนะนำเป็นเทคนิคพื้นฐานที่ควรเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อต่อยอดไปสู่การเขียนเนื้อหาเพื่อ SEO ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

3 เทรนด์ SEO มาแรงปี 2020

3 เทรนด์ SEO มาแรงปี 2020

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital Marketing หรือการตลาดดิจิทัลอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าระบบดิจิทัลและเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค ต่างเริ่มมีอิทธิพลต่อการทำงานและชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น เพื่อให้ชีวิตและธุรกิจเดินหน้าไปต่ออย่างทันยุคทันสมัย เราควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3 เทรนด์ SEO การตลาดบนโลกออนไลน์ ซึ่งกำลังมาแรงในปี 2020 นี้คืออะไร และมีวิธีเข้าถึงได้อย่างไร

1.Featured Snippets ในยุคที่การทำธุรกิจออนไลน์มีการแข่งขันที่สูงมากขึ้นเป็นทวีคูณ แทบจะทุกเพจต้องปรับตัวทำการไลฟ์สด ลดกระหน่ำ จนลูกค้าเลื่อนดูตามแทบไม่ทัน แถมด้วยการทำSEO ในแบบใหม่ ๆ ซึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปีนี้นั้นคือการเพิ่ม SEO ให้เว็บไซต์นั้นดูดีด้วย Featured Snippets (ฟีเจอร์สนิปเพท) เจ้าFeatured Snippets ที่ว่านี้คือ กรอบสี่เหลี่ยมที่แสดงให้เห็นหลังจากที่เราพิมพ์คำค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่สนใจลงไปใน Google และคำตอบเหล่านั้นเองที่ Google ได้ทำการประมวลผลจากข้อมูลโดยเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก โดย Featured Snippet จะแสดงผลอย่างรวดเร็วต่อคำถามที่เราค้นหาว่า สิ่งนี้คืออะไร มีความหมายว่าอะไร หรือทำอย่างไร ทำให้ Featured Snippet ได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยให้การเติบโตของเว็บไซต์ทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการโปรโมท ซึ่งมีหลักการดังนี้

  • เขียนบทความที่แสดงถึงคำตอบและสรุปเนื้อหาได้อย่างชัดเจนภายในย่อหน้าแรก
  • จัดโครงสร้างของเว็บไซต์ โดยการใส่ Headline เรียงลำดับโครงสร้าง เพื่อให้ Google ทำการค้นหาได้ง่ายและเข้าไปดึงข้อมูลจากเว็บไซต์เพื่อนำมาแสดงผลได้ถูกต้อง
  • จัดโครงสร้างเนื้อหาอย่างมีลำดับขั้นตอน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำไปใช้เป็น Featured Snippets

2.Voice Search ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบ AI ของ Google เพื่อช่วยให้เข้าถึงภาษาต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากสถิติข้อมูลการใช้งานพบว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการ Voice Search เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการเขียนเนื้อหาหรือ Content ในรูปแบบการสร้างบทสนทนา ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เว็บไซต์ถูกดึงข้อมูลไปใช้ และมีการค้นคว้าเชื่อมโยงกับเว็บไซต์มากขึ้น

3.WebP คือไฟล์ภาพที่ Google พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของแอนดรอยด์และ Google ข้อดีของไฟล์สกุล WebP คือขนาดภาพที่เล็กกว่าไฟล์ชนิดอื่น ๆ มีคุณภาพเทียบกับสกุล JPEG แต่มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า PNG สามารถทำภาพ Animation แบบ GIF ได้ แต่พิเศษกว่าตรงที่มีจำนวนสีมากถึง 24 bit ซึ่งช่วยให้ WebP มีสีสันเสมือนจริงทั้ง ๆ ที่มีขนาดไฟล์เล็กมาก คุณสมบัตินี้จึงช่วยให้สามารถโหลดเนื้อหาและรูปภาพหรือวิดีโอประกอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกของการตลาดยุคดิจิทัล เพียงเราเปิดกว้างพร้อมเรียนรู้วิทยาการความก้าวหน้าใหม่ ๆ เราก็จะสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของเทรนด์ SEO ใหม่ ๆ ที่กำลังมาแรง เพื่อประโยชน์ในการทำการตลาดแบบดิจิทัลให้ทันกระแสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างทำ SEO

สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างทำ SEO

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น และได้ส่วนแบ่งการตลาดที่สูงขึ้นในระยะยาว การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามระบบที่ Google ได้ให้แนวทางไว้ เป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาและความตั้งใจสม่ำเสมอ มิฉะนั้นอันดับก็จะไม่สามารถอยู่ในระดับ Top 5 Top 10 ได้นาน

  • เลือกจากราคา หรือ คุณภาพ?

บริษัทรับทำ SEO ที่มีผู้เชี่ยวชาญรวมตัวกันเป็นทีม จึงเปิดตัวเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าของกิจการธุรกิจออนไลน์ โดยเรียกค่าใช้จ่ายเป็นแพ็กเกจรายเดือน การจ้างบริษัททำ SEO ที่ดี เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากพอ ๆ กับการเลือกบริษัททำเว็บไซต์ออนไลน์ ควรคัดเลือกที่คุณภาพมากกว่าราคา เนื่องจากการแข่งขันในโลกธุรกิจออนไลน์มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในทุกปี

  • ผลงานและความน่าเชื่อถือ

การทำ SEO ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตบทความที่มีคำสำคัญตรงกับการค้นหาของลูกค้าเป้าหมาย การทำคลิปวิดีโอที่ดึงดูดความสนใจผู้คน การพัฒนาโครงสร้างความสวยงามของเว็บไซต์ให้ผู้บริโภคใช้งานง่าย ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ว่าจ้างควรศึกษาผลงานย้อนหลังหรือผลรีวิวต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบก่อนเลือกจ้างบริษัทที่ดีที่สุด

  • การรับประกันอันดับในผลการค้นหา

ข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่ง คือ บริษัทรับทำ SEO ที่ดี จะไม่การันตีผลเลิศเกินไป โอกาสที่จะได้อันดับ Top 1 จากการจ้างทำตลอดเวลาเป็นเรื่องยาก เพราะระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลมีการสะสมข้อมูลเป็นระยะ ความเป็นไปได้สูงคือ อยู่ในอันดับติดหนึ่งในสาม หรือ top3 เท่านั้น วิธีที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณก่อนจ้างคือ เลือกบริษัทที่มีการรับประกันผลการทำอันดับ SEO ว่าต้องดีขึ้นตามแพ็กเกจที่เลือก หากทำไม่ได้จะมีการชดเชยค่าเสียหายให้ อย่างไรก็ตาม การสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าและจำนวนคู่แข่ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาความเสี่ยงนี้ จึงควรเลือกจ้างงานอย่างพิถีพิถันอยู่เสมอ

  • ค่าใช้จ่าย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ SEO โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ 5,000 บาทต่อเดือน กรณีที่การันตีผลลัพธ์อันดับ Top 10 แต่ถ้าอันดับท็อป 3 ก็จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 50,000 บาทต่อเดือน เห็นได้ว่ายิ่งอันดับที่คาดหวังเป็นอันดับสูง ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ keyword ที่ใช้ด้วยว่ามีอัตราการแข่งขันสูงหรือไม่ ซึ่งทางบริษัทจะต้องทำใบเสนอราคาเพื่อให้เจ้าของธุรกิจได้พิจารณาก่อนการทำสัญญาจ้างงาน

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างบริษัททำ SEO มีอยู่หลายประการ หากคุณรู้หลักการในการทำ SEO แล้ว ก็สามารถทำด้วยตัวเองได้ แต่หากไม่มีเวลา ก็แนะนำให้เลือกจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพ โดยคำนึงถึงประเด็นที่กล่าวมา เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างดียิ่งขึ้น

SEO จำเป็นแค่ไหน สำหรับการตลาดปี 2020

SEO จำเป็นแค่ไหน สำหรับการตลาดปี 2020

เราเคยได้ยินคำว่า SEO บ่อยในระยะ 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานในสาขาการตลาดหรือสนใจการทำเว็บไซต์ออนไลน์ แต่ผู้ที่เพิ่งเข้ามาทำธุรกิจในระบบอินเทอร์เน็ต 1-2 ปี นี้ โดยเฉพาะในช่วงไวรัสโควิดระบาด อาจยังไม่เข้าใจว่า SEO สำคัญอย่างไร เราจึงได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ มาฝากกันที่นี่

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนด เพื่อใช้ในการแยกคุณภาพของเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้เหมาะสม สังเกตจากเมื่อเราลองสืบค้นด้วยคำสำคัญใด ๆ ในช่องค้นหา เช่น มือถือยอดนิยม 2020, โรงแรมภูเก็ต, เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก ฯลฯ จะปรากฏชื่อของเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับคำนี้ ลำดับตามคุณภาพ SEO จากสูงไปต่ำในหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์

นั่นย่อมแสดงว่า เมื่อพัฒนาเว็บไซต์ด้วยหลักการตลาดอิงระบบ SEO ผลที่ตามมาแล้ว เว็บไซต์นั้น ๆ ย่อมมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่ระบบอัลกอริทึมพิจารณาให้คะแนน SEO และมีโอกาสมากขึ้นหลายเท่าตัวที่จะได้ปรากฏชื่อในด้านบนของหน้าต่างผลลัพธ์การค้นหาใน Google จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีบริษัทเอกชนมากมายรับจ้างทำการตลาดแนว SEO ให้เว็บไซต์ลูกค้า โดยดูแลต่อเนื่องเพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์เหล่านั้นได้ติดอันดับด้านบนของการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดต่าง ๆ โดยหากอยู่ในอันดับ TOP 3 ก็จะยิ่งดีและสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นด้วย SEO ยังเปรียบเหมือนตัวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ Google ด้วย โดยเชื่อมั่นว่า Google จะนำเสนอเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงอยู่ด้านบน โอกาสที่จะได้พบข้อมูลหลอกลวงหรือมีการโจรกรรมข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ก็จะน้อยลง นักการตลาดรุ่นใหม่ในระบบออนไลน์จึงสนับสนุนการทำเว็บไซต์ SEO อย่างมาก

นี่คือช่องทางหาลูกค้าได้ตรงกลุ่มที่สุด ณ เวลานี้

หากคุณเป็นนักธุรกิจที่ต้องการประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเพื่อขายสินค้าให้ลูกค้าที่เป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ การเรียนรู้เรื่อง SEO จึงเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานไปแล้ว เมื่อคุณต้องการกลุ่มลูกค้าฟุตบอล เพียงแค่ทำเว็บให้ติดคีย์ บ้านผลบอล ทีมฟุตบอลนั้นๆ ก็จะได้คนเข้าเว็บที่ตรงความต้องการ และนี่คือคำตอบในการทำตลาดสมัยใหม่ โดยทั่วไปการทำ SEO ครอบคลุมหลายด้าน เช่น การใส่บทความพร้อมภาพประกอบหรือคลิปวิดีโอที่มีความน่าสนใจสอดคล้องกับ keyword ในการค้นหา ความสวยงาม อ่านง่าย ดูแล้วสบายตา ไม่มีเนื้อหาลอกเลียนลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น ฯลฯ

ดังนี้แล้ว การทำ SEO จึงสำคัญสำหรับธุรกิจยุคใหม่และอนาคต ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าประเภทใด เสื้อผ้าแฟชั่น วิตามิน อาหารเสริมของใช้สำนักงาน ดอกไม้ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง ธุรกิจให้บริการ เช่น การโรงแรม สอนพิเศษ บริษัททัวร์ ท่องเที่ยว ฯลฯ ล้วนต้องมีการแข่งขันโดยการทำเว็บไซต์ SEO ที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้มีการสั่งซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และป้องกันไม่ให้บริษัทคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคุณไปได้ง่าย ๆ คงเห็นแล้วว่า การทำ SEO นั้นสำคัญอย่างไร เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกท่านที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์ใส่ใจคุณภาพของการทำ SEO เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถอยู่รอดได้ดีในระยะยาว

แนะนำวิธีสร้างเงินบน Blockdit ขุมทองออนไลน์สำหรับนักเขียน ด้วยการใช้ SEO

แนะนำวิธีสร้างเงินบน Blockdit ขุมทองออนไลน์สำหรับนักเขียน ด้วยการใช้ SEO

ความรู้ด้านการเขียนไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเป็นความรู้ที่สามารถนำมาสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้มากมาย ทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันนักเขียนอิสระทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพสามารถสร้างรายได้ผ่านทาง Social Media หรือ Application ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนได้หาช่องทางสร้างรายได้ของตัวเองได้ง่าย ๆ

Blockdit เป็นแอปพลิเคชันใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้อ่านได้อัปเดตในสิ่งที่ตัวเองให้ความสนใจ แต่สำหรับนักเขียนแล้ว ไม่เพียงแต่ได้แชร์เรื่องราวที่ตัวเองอยากแบ่งปันให้กับนักอ่านที่สนใจเท่านั้น แต่เมื่อมีจำนวนผู้ติดตามครบ 1,000 คน นักเขียนก็สามารถสร้างรายได้กับ Blockdit ได้ โดยประเภทบทความที่สามารถสร้างจำนวนผู้ติดตามได้เยอะมีหลายประเภท เช่น บทความแชร์ไอเดียสร้างรายได้, บทความเกี่ยวกับงานอดิเรก, บทความสร้างแรงบันดาลใจและนวนิยาย เป็นต้น

เทคนิคการเขียนบทความให้มีผู้ติดตามเยอะ สามารถทำได้ดังนี้

เขียนเรื่องราวที่มีความเฉพาะเจาะจง เนื่องจาก Blockdit เป็นแอปพลิเคชันที่มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่านโดยเฉพาะ การกำหนดเนื้อเรื่องที่จะเขียนไปในทิศทางเดียวกันช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและอยากกดติดตามมากกว่า

โพสต์บทความอย่างน้อยวันละ 1 บท การโพสต์บทความอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาเดียวกัน โดยต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้ติดตามเป็นสำคัญ เช่น โพสต์นิยายในช่วงเวลา 20.00 – 22.00 น.หรือ โพสต์เนื้อหาข่าวในช่วง 06.00 – 09.00 น. เป็นต้น

นำพื้นฐาน SEO มาใช้ โดยหา Keyword ที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยมาใช้ และสามารถนำมาใช้กับทุกบทความได้ เพื่อดึงดูดให้บทความติดอันดับบน Search Engine ซึ่งจะช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายจากภายนอก

200 Word Up ความยาวของบทความที่ดีและสามารถสร้างรายได้ใน Blockdit ต้องเป็นบทความที่มีความยาว 200 คำขึ้นไป เพราะเป็นจำนวนคำที่ผู้อ่านไม่ต้องใช้เวลามากเกินไป

ใช้รูปภาพที่น่าสนใจ การนำภาพสวย ๆ มาใช้แทรกในบทความจะช่วยดึงดูดสายตาของผู้อ่านให้เกิดความสนใจได้ดีกว่า และยังทำให้บทความดูไม่น่าเบื่อด้วย

แม้ว่า Blockdit จะเป็นแอปพลิเคชันใหม่ที่เป็นหนึ่งในช่องทางสำหรับสร้างรายได้ด้วยการเขียนบทความได้ง่าย ๆ แต่บทความที่นำมาใช้ต้องไม่ขัดกับกฎพื้นฐานในการเขียนบทความ เช่น

เนื้อหาภายในบทความต้องเป็นเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาใหม่ หรือใช้ข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งอื่นไม่เกิน 10% ของเนื้อหาทั้งหมดในบทความ และหากมีการอ้างอิงเนื้อหามาจากแหล่งอื่น ควรให้เครดิตแหล่งที่มาเสมอ

รูปที่นำมาใช้ควรเป็นรูป No copyright หรือเป็นรูปที่ทำขึ้นมาเอง หรือสามารถนำภาพของผู้อื่นมาใช้ได้ เพียงแต่ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของภาพก่อน

Blockdit สื่อออนไลน์แบบใหม่ที่สนับสนุนให้คนไทยรักการอ่านมากขึ้น และยังเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับนักเขียน และเป็นแหล่งฝึกฝีมือด้านการเขียนสำหรับนักเขียนมือใหม่

เทคนิคการเขียนบทความให้มีผู้ติดตามเยอะ

ข้อผิดพลาดที่เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

ทำ SEO มาเป็นปี แต่ทำไมเว็บไซต์ยังไม่ขึ้นบน Google สักที?

การทำเว็บไซต์ให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ search engine นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม แต่ก็มีหลายคนที่พยายามทำ SEO ถูกต้องตามหลักแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าเว็บไซต์จะขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกสักที วันนี้เรามีข้อผิดพลาดที่หลายคนลืมตรวจสอบบนเว็บไซต์ของตัวเองมาให้คุณไปตรวจสอบดู

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

Traffic น้อยหรือไม่มีเลย

บางคนทำเนื้อหาน่าอ่านและมีการอัปเดตบ่อย ๆ แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าไม่เคยได้มีใครเข้าไปอ่านเลย โดย search engine อย่าง Google นั้นใช้ page session เป็นหนึ่งในการให้คะแนน SEO แก่เว็บไซต์แต่ละที่ หากเว็บไซต์ของคุณไม่มี traffic หรือคนเข้ามาดูเลย ก็จะทำให้โอกาสติดหน้าแรกยากสักหน่อย

ไม่มี Backlink เลย

Backlink เป็นปัจจัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการทำ SEO หลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำเนื้อหาน่าอ่านเท่าไหร่ แต่มี backlink เยอะและไปอยู่บนเว็บไซต์ที่มีคุณภาพก็มีโอกาสติด SEO ได้เหมือนกันนะ ฉะนั้นลองตรวจสอบดูว่าเว็บไซต์ของคุณเคยทำ backlink มาบ้างแล้วหรือยัง

ใช้ใช้คีย์เวิร์ดสั้นที่ยากเกินไป

คีย์เวิร์ดสั้น ๆ หรือ short tail keywords นั้นเป็น mass keyword ซึ่งเป็นประเภทที่หลายเว็บไซต์ใช้ทำ SEO จึงทำให้มีการแข่งขันสูงมาก เว็บไซต์ที่เพิ่งหันมาทำ SEO อาจไต่อันดับขึ้นไปยาก แล้วยังถูกต้อนพื้นที่บนหน้า search engine ด้วยเว็บไซต์ที่ใช้วิธีการโฆษณาเพื่อให้ไปอยู่บนหน้าค้นหาด้วยเหมือนกัน

เนื้อหาน้อยเกินไป

เนื้อหาในแต่ละหน้าบนเว็บไซต์นั้นควรเกิน 500 คำขึ้นไป แต่หากเนื้อหาในแต่ละหน้าของคุณมีหน้าละ 300 – 400 คำ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การทำ SEO ไม่ได้ผล ฉะนั้นลองตรวจสอบดูว่าในแต่ละหน้าบนเว็บไซต์ของคุณนั้นมีจำนวนคำมากน้อยแค่ไหน

Domain name ติด Blacklist

สำหรับบางคนที่ซื้อ domain name ที่ผ่านการใช้งานมาก่อนหรือเคยทำผิดกฎของ search engine มาก่อนนั้น มีโอกาสที่จะติด blacklist ซึ่งบางทีคุณอาจไม่รู้ตัว ฉะนั้นต่อให้ทำ SEO ดีแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ไต่อันดับขึ้นมาได้เลย

โครงสร้างเว็บไซต์มีปัญหา

คุณอาจไม่รู้ว่าโครงสร้างเว็บไซต์นั้นมีส่วนในการขึ้นอันดับ SEO มากพอสมควรเลยล่ะ เพราะการเชื่อมโยงในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ที่ไม่มีการจัดระเบียบให้ bot ของ search engine สามารถค้นหาง่ายนั้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เว็บไซต์ของคุณถูกเขี่ยให้ไปอยู่หน้าท้าย ๆ ได้

เอาล่ะ! ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องกลับไปตรวจสอบเว็บไซต์ของตัวเอง หากเว็บไซต์ของคุณยังไม่ไต่ขึ้นอันดับของ search engine สักที นั่นอาจเป็นเพราะข้อผิดพลาดต่าง ๆ ตามที่อธิบายข้างต้น ซึ่งคุณอาจลืมทำหรือไม่ได้สังเกตมาก่อนก็เป็นได้

ทำ SEO มาเป็นปี แต่ทำไมเว็บไซต์ยังไม่ขึ้นบน Google สักที

ขั้นตอนการเขียน SEO ง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้

ขั้นตอนการทำ SEO ยากไหม มีอะไรบ้าง

หากได้ศึกษาจริง ๆ แล้วจะพบว่าการทำ SEO ไม่ยากอย่างที่คิดเลย คนส่วนใหญ่ที่คิดว่ายากเพราะยังไม่เข้าใจเสียมากกว่า เหมือนตอนเด็ก ๆ เห็นเครื่องหมาย + ก็คิดว่ายาก แต่พอได้เริ่มเรียนแล้วเข้าใจถึงรู้ว่ามันง่าย การทำ SEO ก็เช่นกัน ไม่เพียงแต่คนทั่วไปจะสามารถทำแล้ว ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขายสินค้าหรือบริการก็ยิ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจเอง รับรองเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด

ขั้นตอนการเขียน SEO ง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้

กำหนด Keyword เราต้องทราบก่อนว่าสินค้าหรือบริการที่เราต้องการจะนำเสนอคืออะไร แล้วเวลาลูกค้าหรือผู้อ่านจะค้นหาสิ่งนั้น ๆ เขาพิมพ์ว่าอะไรกัน โดยเราสามารถหา Keyword ที่ตรงกับสินค้าหรือบริการของเราได้จากการจัดอันดับบน Google

มีเนื้อหาที่น่าสนใจ หนังไม่สนุก ใครจะอยากดู การทำ SEO ไม่ใช่สักแต่จะขายของ ควรมี Content อื่น ๆ ที่น่าสนใจประกอบร่วมไปกับการนำเสนอสินค้าหรือบริการอย่างแยบยล ดึงดูดความสนใจให้ผู้อ่านได้ติดตามต่อไปเรื่อย ๆ

ควรมี Keyword กระจายทั่วบทความ โดยเฉพาะตรงส่วน Title และ Description จะขาดไม่ได้เลย เพราะส่วนนี้จะทำให้การค้นหาทำได้ง่ายขึ้น เนื้อเรื่องบทความเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงเป็นจิตวิทยาที่ทำให้ผู้อ่านได้ซึมซับกับคำนั้น ๆ ลงไปในจิตใต้สำนึกอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามผู้ทำ SEO ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติด้วย เพราะการใส่ Keyword เยอะจนเกินไป ก็อ่านแล้วรู้สึกติดขัดได้เช่นกัน

จำนวนคำไม่ควรน้อยหรือมากไป ตรงนี้ไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าการทำ SEO ต้องมีจำนวนคำเท่าไหร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจะนำเสนอใคร ถ้าต้องการจะนำเสนอเด็กวัยรุ่นก็ไม่ควรมีจำนวนคำมากนัก 300 – 500 คำกำลังพอดี แต่ถ้าต้องการนำเสนอผู้ใหญ่ ก็จำเป็นต้องมีข้อมูลให้ครบถ้วนประมาณ 700 – 1,000 คำโดยประมาณ แต่ก็ต้องคำนึงถึงพื้นที่หน้าเว็บไซต์ด้วยว่าการออกแบบเอื้ออำนวยความยาวของเนื้อหามากแค่ไหน

รูปและวิดีโอก็มีความสำคัญ ลองนึกง่าย ๆ ว่ามีรูปกับข้อความยาว ๆ เราเลือกจะดูอันไหน แน่นอนว่าต้องเป็นรูปเพราะเข้าใจง่ายกว่ามาก บทความที่มีเนื้อหาไม่เยอะ แต่มีรูปและวิดีโอจะได้รับความสนใจมากกว่าบทความที่มีแต่เนื้อหายาว ๆ ไม่มีรูปหรือวิดีโอเสมอขั้นตอนการทำ SEO ยากไหม มีอะไรบ้าง

ถึงตรงนี้ก็แทบจะครอบคลุมขั้นตอนของการทำ SEO ทั้งหมดแล้ว เหลือแค่ไปเจาะลึกรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น โดยรวมแล้วจะเห็นว่าไม่มีอะไรยากเลย เพียงแต่ว่าบางครั้งการทำ SEO ก็ต้องอาศัยนักเขียนที่มีความเป็นมืออาชีพพอสมควรเพื่อให้เนื้อหาที่ต้องการจะนำเสนอนั้นน่าสนใจ หากใครคิดว่าเราไม่สามารถทำได้หรือไม่มีเวลามากพอ ยังมีบริษัทที่รับทำ SEO ให้บริการอยู่ หากเปรียบเทียบค่าดำเนินการเรื่อง SEO กับการโฆษณาในช่องทางอื่น ๆ แล้ว ก็นับว่าประหยัดมากกว่า โดยเฉพาะในระยะยาว