สายคอนเทนต์ห้ามพลาด 3 เครื่องมือสำคัญสำหรับนักทำคอนเทนต์ SEO

สายคอนเทนต์ห้ามพลาด 3 เครื่องมือสำคัญสำหรับนักทำคอนเทนต์ SEO

แม้ว่าการทำ SEO (Search Engine Optimization) หรือการออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ก้าวสู่หน้าแรกของ Search Engine จำเป็นต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่างในการผลักดันให้เว็บไซต์ติดอันดับดี ๆ แต่ถึงอย่างนั้นต้องยอมรับเลยว่า “คอนเทนต์” คือหัวใจสำคัญและมีส่วนอย่างยิ่งในการผลักดันให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก และสำหรับใครที่เป็นสายคอนเทนต์ การมีตัวช่วยเพื่อการผลิตคอนเทนต์ให้แข็งแกร่งคงดีไม่น้อย เพราะฉะนั้นลองมาดูกันว่ามีเครื่องมือใดบ้างที่สายคอนเทนต์ควรหามาติดตั้งหรือดาวน์โหลดมาใช้งาน เพื่อการทำคอนเทนต์ให้ปังและมีโอกาสได้คะแนนจาก Search Engine มากยิ่งขึ้น

  1. Google Trends
    เครื่องมือจาก Google ที่เชื่อว่านักการตลาดออนไลน์น่าจะรู้จักเป็นอย่างดี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่อาจคิดไม่ออกว่าจะเขียนคอนเทนต์อย่างไรให้ตรงความต้องการกลุ่มเป้าหมาย เพราะเครื่องมือนี้คือตัวช่วยติดตามเทรนด์อย่างสมชื่อ สามารถใช้ค้นหาได้ว่าแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละวัน มีเทรนด์การค้นหาเรื่องใดบ้าง รวมถึงสามารถค้นหาข้อมูลแบ่งตามพื้นที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย ซึ่งสายคอนเทนต์สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ต่อยอดการคิดคอนเทนต์ได้
  2. Google Keyword Planner
    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในกลุ่มนักการตลาดออนไลน์ว่าคีย์เวิร์ดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตคอนเทนต์ให้แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นหลังจากได้ไอเดียการเขียนคอนเทนต์แล้วก็ได้เวลาค้นหาคีย์เวิร์ดที่ใช่ เพื่อการสร้างคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถกดค้นหาคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้น ๆ เพื่อพิจารณาว่าคีย์เวิร์ดใดได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย เพื่อการวางแผนทำคอนเทนต์อย่างแม่นยำและเพิ่มโอกาสไต่อันดับในหน้าแรกของการค้นหา
  3. Yoast’s Real-time Content Analysis
    อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญอันเป็นตัวช่วยสำหรับสายทำคอนเทนต์ มีให้เลือกทั้งแบบใช้งานฟรีและแบบมีค่าใช้จ่ายเพื่อการใช้งานแบบเทพ ๆ จุดเด่นคือเป็นตัวช่วยวิเคราะห์คอนเทนต์ เพื่อให้วางแผนหรือปรับเปลี่ยนคอนเทนต์ได้อย่างทันท่วงที แสดงผลแบบเรียลไทม์เป็นสีต่าง ๆ ตามสีสัญญาณไฟ จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใจสายทำคอนเทนต์เป็นอย่างยิ่ง รับรองว่าหากมีติดเครื่องต้องได้ใช้งานเป็นประจำอย่างแน่นอน

3 เครื่องมือที่หยิบมาแนะนำนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสายคอนเทนต์ที่ต้องการตัวช่วยในการผลิตคอนเทนต์ให้ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์มีโอกาสติดหน้าแรกการค้นหา และนอกจากการผลิตคอนเทนต์ให้แข็งแกร่งแล้ว อย่าลืมว่าการทำ SEO จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบเว็บไซต์ให้อ่านง่าย การทำลิงก์ภายในและภายนอกเว็บไซต์ การแสดงผลแบบ Mobile Friendly การตั้งชื่อภาพประกอบ ฯลฯ นอกจากนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นยังจำเป็นต้องทำการตลาดวิธีอื่นร่วมด้วย เพื่อผลลัพธ์การทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

SEO คืออะไร สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร ทำไมจึงต้องทำ

SEO คืออะไร สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร ทำไมจึงต้องทำ

ในยุคที่อะไร ๆ ก็ต้องรวดเร็วและตามโลกแห่งเทคโนโลยีให้ทัน ถือเป็นความท้าทายของธุรกิจที่ว่าจะทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้าหรือบริการของเราได้อย่างไร ไม่ก็สินค้าหรือบริการของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการข้อใดของลูกค้าได้บ้าง เหล่านี้หากจะส่งข้อมูลข่าวสารให้ถึงมือผู้บริโภคในยุคดิจิตอลได้เร็วที่สุดคือการต้องทำหน้าเว็บไซต์หรือเพจของร้านค้าออนไลน์ของเราปรากฎสู่สายตาของผู้บริโภคให้ได้ เครื่องมือที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือการทำ SEO เพื่อให้หน้าเว็บไซต์ติดอันดับแรกๆ ของการค้นหาในกูเกิ้ล (Google) วันนี้เราจะมาเรียนรู้ความสำคัญของ SEO กัน รวมถึงเหตุผลที่ธุรกิจจำเป็นจะต้องใช้ SEO เพื่อการสร้างรายได้ด้วย

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำการตลาดดิจิตอลซึ่งจะทำให้หน้าเว็บไซต์ หรือเพจร้านค้าของสินค้าและบริการขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาใน Google เพราะทุกวันนี้เวลาใครจะซื้อจะหาอะไร หรือต้องการรู้ข้อมูลใดก็หนีไม่พ้นการเข้าไปค้นหาข้อมูลใน Google ดังนั้น ถ้าธุรกิจต้องการสื่อสารแบรนด์ของสินค้าหรือบริการไปสู่มือของผู้บริโภคซึ่งมีอยู่ทั่วทุกมุมโลกให้ได้ จึงจำเป็นต้องทำให้ผู้บริโภคได้เห็นข้อมูลเว็บไซต์หรือเพจร้านค้าของเราอยู่บนหน้าคำตอบจากการค้นหาของ Google ซึ่งเทคนิคในการทำ SEO มีดังนี้

1.กำหนดคีย์เวิร์ด (Keyword) คือการกำหนดคำค้นหาของสินค้าหรือบริการ ซึ่งธุรกิจควรเน้นคำที่มีจำนวนการค้นหาบ่อยๆ เพราะถ้ากำหนดคำได้ดี หน้าเว็บไซต์หรือเพจร้านของเราก็จะมีโอกาสถูกค้นหาเจอได้มากขึ้น เทคนิคของการกำหนดคีย์เวิร์ดคือกำหนดคำค้นหาซึ่งเป็นคำตอบที่ผู้บริโภคอยากรู้ เป็นคำง่าย ๆ ที่ใช้บ่อย ๆ บนหน้าค้นหา หรือไม่ก็เป็นคำค้นหาที่บอกถึงทางแก้ไขปัญหาหรือความต้องการของผู้บริโภค

2.ผลิตคอนเทนต์ (Content) ที่เป็นประโยชน์และมีคุณภาพ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมื่อผู้บริโภคค้นหาหน้าสินค้าหรือบริการของเราเจอแล้วยังสามารถบริโภคข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์หรือเพจร้านของเราต่อไปได้ก็เพราะเนื้อหาหรือข้อมูลที่ปรากฎต่อสายตามีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาจึงสามารถใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลสินค้าหรือบริการของเราต่อ ความหมายก็คือเพียงแค่กำหนดคีย์เวิร์ดที่ผู้บริโภคค้นเจอเว็บไซต์ของเราจนเจออย่างเดียวไม่ได้ เนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่แสดงอยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นยังต้องตอบโจทย์หรือตอบคำถามและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ด้วย เทคนิคคือหน้าเว็บไซต์ต้องไม่ใช่มีแต่ข้อมูลยาว ๆ แต่ควรมีภาพประกอบหรือบทความที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคด้วย

3.สร้างการเชื่อมโยงของลิงค์ (Link) สินค้าหรือบริการ คือการมีพันธมิตรที่สามารถนำลิงค์สินค้าหรือบริการของเราไปเชื่อมโยงด้วยได้ เช่น ร้านค้าของเราซึ่งขายเครื่องสำอางสามารถหาพันธมิตรร้านค้าประเภทผลิตภัณฑ์เสริมความงามเพื่อนำลิงค์ร้านค้าของเราไปร่วมลงได้ จะทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเห็นเว็บไซต์หรือเพจร้านของเรามากขึ้น

สรุปก็คือ ธุรกิจอยู่ได้ด้วยการมีลูกค้าหรือผู้บริโภคที่รู้จักและมีส่วนในการสนับสนุนซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ SEO เป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้บริโภคได้รู้จัก หรือรับรู้ถึงตัวตนของแบรนด์สินค้าหรือบริการของเราให้ได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างทำ SEO

สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างทำ SEO

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น และได้ส่วนแบ่งการตลาดที่สูงขึ้นในระยะยาว การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามระบบที่ Google ได้ให้แนวทางไว้ เป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาและความตั้งใจสม่ำเสมอ มิฉะนั้นอันดับก็จะไม่สามารถอยู่ในระดับ Top 5 Top 10 ได้นาน

  • เลือกจากราคา หรือ คุณภาพ?

บริษัทรับทำ SEO ที่มีผู้เชี่ยวชาญรวมตัวกันเป็นทีม จึงเปิดตัวเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าของกิจการธุรกิจออนไลน์ โดยเรียกค่าใช้จ่ายเป็นแพ็กเกจรายเดือน การจ้างบริษัททำ SEO ที่ดี เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากพอ ๆ กับการเลือกบริษัททำเว็บไซต์ออนไลน์ ควรคัดเลือกที่คุณภาพมากกว่าราคา เนื่องจากการแข่งขันในโลกธุรกิจออนไลน์มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในทุกปี

  • ผลงานและความน่าเชื่อถือ

การทำ SEO ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตบทความที่มีคำสำคัญตรงกับการค้นหาของลูกค้าเป้าหมาย การทำคลิปวิดีโอที่ดึงดูดความสนใจผู้คน การพัฒนาโครงสร้างความสวยงามของเว็บไซต์ให้ผู้บริโภคใช้งานง่าย ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ว่าจ้างควรศึกษาผลงานย้อนหลังหรือผลรีวิวต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบก่อนเลือกจ้างบริษัทที่ดีที่สุด

  • การรับประกันอันดับในผลการค้นหา

ข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่ง คือ บริษัทรับทำ SEO ที่ดี จะไม่การันตีผลเลิศเกินไป โอกาสที่จะได้อันดับ Top 1 จากการจ้างทำตลอดเวลาเป็นเรื่องยาก เพราะระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลมีการสะสมข้อมูลเป็นระยะ ความเป็นไปได้สูงคือ อยู่ในอันดับติดหนึ่งในสาม หรือ top3 เท่านั้น วิธีที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณก่อนจ้างคือ เลือกบริษัทที่มีการรับประกันผลการทำอันดับ SEO ว่าต้องดีขึ้นตามแพ็กเกจที่เลือก หากทำไม่ได้จะมีการชดเชยค่าเสียหายให้ อย่างไรก็ตาม การสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าและจำนวนคู่แข่ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาความเสี่ยงนี้ จึงควรเลือกจ้างงานอย่างพิถีพิถันอยู่เสมอ

  • ค่าใช้จ่าย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ SEO โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ 5,000 บาทต่อเดือน กรณีที่การันตีผลลัพธ์อันดับ Top 10 แต่ถ้าอันดับท็อป 3 ก็จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 50,000 บาทต่อเดือน เห็นได้ว่ายิ่งอันดับที่คาดหวังเป็นอันดับสูง ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ keyword ที่ใช้ด้วยว่ามีอัตราการแข่งขันสูงหรือไม่ ซึ่งทางบริษัทจะต้องทำใบเสนอราคาเพื่อให้เจ้าของธุรกิจได้พิจารณาก่อนการทำสัญญาจ้างงาน

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างบริษัททำ SEO มีอยู่หลายประการ หากคุณรู้หลักการในการทำ SEO แล้ว ก็สามารถทำด้วยตัวเองได้ แต่หากไม่มีเวลา ก็แนะนำให้เลือกจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพ โดยคำนึงถึงประเด็นที่กล่าวมา เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างดียิ่งขึ้น

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับดี

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทุกเว็บไซต์จะมีการวิเคราะห์จากระบบคอมพิวเตอร์ในยาฮู กูเกิ้ล เพื่อการจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้น ถ้าได้อันดับดี ก็จะมีความน่าเชื่อถือสูงและทำให้มีลูกค้ามากขึ้น

การทำบทความ SEO ที่ให้ข้อมูลถูกต้องและทันสมัย จะช่วยให้อันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น ซึ่งควรมีหลักการในการเขียน ดังนี้

1. ไม่ควรคัดลอกเนื้อหา เพราะระบบมีการตรวจจับ Plagiarism และควรเลือก Keyword ที่เหมาะสม จากการหาใน Yahoo search และ Google Search และไม่ควรจะใส่ Keyword เกินกว่า 2-3 ครั้งในหนึ่งบทความ และต้องเขียนให้กระจายทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ Algorithm วิเคราะห์ว่าเป็นบทความ Spam ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับต่ำลง

2. ความยาวเนื้อหาในบทความ ไม่ควรต่ำกว่า 300 คำขึ้นไป ถ้ามีความยาวถึง 1000 คำได้ ก็จะยิ่งดี เพราะสามารถใส่คีย์เวิร์ดและเขียนเนื้อหาที่น่าสนใจได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ที่อ่านบทความได้ประโยชน์มากขึ้น

3. เพิ่มการใส่รูป 3-4 รูป ขึ้นไป จะช่วยให้ได้รับความสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ ก็ควรทำวีดีโอที่ใช้ในการกระตุ้นการขาย โดยควรจะมีแนวทางในการนำเสนอเป็นธีมเดียวกันทั้งเว็บไซต์ จะทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้น และเพิ่มอันดับให้ดีขึ้นจากการเก็บสถิติเวลาดูคลิปของระบบ AI

4. เลือกภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น เว็บไซต์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ควรใช้ภาษาเป็นทางการ เว็บไซต์ขายสินค้าแฟชั่น จะต้องเขียนบทความด้วยภาษาที่สนุกสนาน เป็นต้น

5. Meta-Description เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะถ้าเขียนด้วย Yoast SEO ซึ่งเป็น Plugin ของโปรแกรม Word Press จะมีช่องให้ใส่ Meta Tag เพื่อนำไปแสดงในหน้าการสืบค้น เป็นการบอกให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้ว่าถ้าคลิกเข้ามาในลิงค์แล้วจะเจอกับเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง เป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้บทความมากขึ้น

การทำบทความ SEO พร้อมกับใส่รูปภาพ หรือคลิปวีดีโอ ผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์สามารถทำได้เอง หรืออาจจะเลือกจ้างบริษัททำ SEO ที่มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทำเว็บไซต์ SEO ก็ได้ โดยควรเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ มีตัวอย่างผลงานเขียนบทความ SEO ที่เข้ากับเว็บไซต์ของคุณ หรือเลือกนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ในการเขียนเนื้อหาที่ใส่ Keyword แบบถูกต้องได้

ทั้งนี้ การทำ SEO ต้องใช้เวลาในการสะสมข้อมูลให้ระบบ AI วิเคราะห์ จึงต้องมีการอัพเดตสม่ำเสมอด้วย จึงจะทำให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การสร้างลิงค์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์อื่น ๆ จึงจะทำให้อันดับใน Search Engine ดีขึ้นอย่างยาวนาน

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับ