เทคนิคขายของออนไลน์ให้ปัง! ด้วย SEO

เทคนิคขายของออนไลน์ให้ปัง! ด้วย SEO

ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ค่อนข้างฝืดเคืองทำให้หลายคนหาทางออกด้วยการหารายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ เพราะเป็นอาชีพเสริมที่สามารถเริ่มต้นที่ใช้เงินลงทุนน้อยและไม่ต้องเสียค่าทำเล โดยแหล่งขายของออนไลน์ (E-commerce) ที่ได้รับความนิยมมีมากมายทั้ง Facebook Fanpage, Lazada, Shopee ฯลฯ แต่เมื่อมือใหม่ลงมือขายใน E-commerce กลับไม่สามารถสร้างรายได้จากการขายของได้อย่างที่คิด เนื่องจากขาดความรู้ในการทำ SEO (Search Engine Optimization) เครื่องมือที่ช่วยในการแสดงผลบน Search engine เช่น Google, Bing หรือ Yahoo และ E-commerce ซึ่งเทคนิคการทำ SEO เพิ่มยอดขายบน Market Place มีดังนี้

  1. ตั้งชื่อสินค้าด้วย Niche Long-tail Keywords โดยวิธีตรวจหาคำที่มีคนค้นหามากนั้น สามารถเช็กได้จากโปรแกรม Keyword Research ที่มีให้บริการทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย เช่น KWfinder, Ubersuggest, Keywordtool หรือ Keyword planer เป็นต้น โดยใส่เป็นชื่อสินค้าหรือประเภทสินค้าเพื่อเช็กปริมาณการค้นหาว่ามีจำนวนที่มีคนค้นหามาก – น้อย ต่อเดือน โดยเลือกคำที่มีจำนวนคนค้นหาเยอะที่สุดและนำมาเติมด้วยคำที่มีความเฉพาะเจาะจงเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการโดยตรง เช่น ต้องการเปิดร้านขายรองเท้ากีฬา โดยใช้คีย์เวิร์ด ”รองเท้ากีฬา” มาทำให้มีความเฉพาะเจาะจงด้วยการเพิ่มคำเป็น “รองเท้ากีฬา ชาย ยี่ห้อ Nike” เป็นต้น และต้องมีคีย์เวิร์ดสำรองเพื่อสร้างความแข็งแรงและเพิ่มปริมาณการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียง โดยหน้ารายละเอียดแต่ละสินค้าควรมีคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรองรวมกันอย่างน้อย 3 – 4 คำ
  1. แทรก Niche Long-tail Keywords ในคำอธิบายสินค้า การเขียนคำอธิบายสินค้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกค้าทราบถึงรายละเอียดของสินค้าประกอบไปด้วย ขนาด จำนวน ปริมาณ ฯลฯ ซึ่งมือใหม่ไม่ทราบว่าในการเขียนคำอธิบายสินค้าควรแทรก Niche Long-tail Keywords ลงไปด้วย โดยลักษณะการเขียนคำอธิบายสินค้าที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจควรเขียนอธิบายถึงจุดเด่นสินค้า โปรโมชัน หรือบริการพิเศษด้วยภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายด้วยความยาวประมาณ 300 คำ
  1. รูปภาพที่นำมาใช้ต้องตั้งชื่อไฟล์ด้วย Niche Long-tail Keywords การทำรูปภาพให้มีความสวยงามน่าสนใจ พร้อมเขียนโปรโมชันหรือบริการพิเศษ เช่น การรับประกันสินค้า, บริการจัดส่งฟรี หรือลดราคาพิเศษ ฯลฯ ต่างเป็นสิ่งที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้าได้มากขึ้น และการตั้งชื่อไฟล์ภาพที่นำมาใช้ในการโพสต์ขายสินค้าบนโลกออนไลน์ให้มีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วยและเป็นภาษาอังกฤษ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการแสดงสินค้าให้ลูกค้ามองเห็นในหน้าผลการค้นหาแบบรูปภาพได้มากกว่า ทำให้การตั้งชื่อไฟล์ภาพด้วย Niche Long-tail Keywords เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ทั้งนี้หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการขายสินค้าควบคู่ไปกับเทคนิคการทำ SEO บน E-commerce การเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึงสินค้าด้วยวิธีซื้อพื้นที่โฆษณาบน E-commerce นั้น ๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว 

การขายสินค้าหลาย ๆ ชิ้น จำเป็นต้องทำ SEO ให้กับแต่ละหน้าสินค้าชนิดนั้น ๆ ต้องอาศัยการค้นคว้าและลงมือทำอย่างอดทน ซึ่งจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอน

เครื่องมือช่วยหา keyword SEO ที่ควรรู้

เครื่องมือช่วยหา keyword SEO ที่ควรรู้

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กว้างขึ้น เพิ่มยอดการขายสินค้าและบริการ ที่สำคัญ คือ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการหาคีย์เวิร์ด SEO เพื่อผลิตบทความบนเว็บไซต์ เรามาดูกันว่ามีเครื่องมือใดบ้างที่ช่วยในการหา keyword SEO

1.Google keyword planner
เป็นเครื่องมือหา keyword ที่คนทั่วโลกนิยมใช้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการโฆษณาด้วย Google Ads จะทำให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายนิยมหาร้านค้าหรือข้อมูลจากเว็บไซต์จาก keyword ว่าอะไรบ้าง หากอยากรู้ให้เข้าไปที่ tool and setting และเลือก keyword planner ก็จะเห็น keyword ที่น่าสนใจแสดงออกมามากมาย

2.Google Trends
Google Trends เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ฟรี มีจุดเด่นที่สามารถเลือกได้ว่าจะระบุพื้นที่การสืบค้นของคนที่อยู่ในภูมิภาคใด และเป็นสามารถดูผลย้อนหลังการสืบค้นได้ถึง 5 ปี คุณสามารถเปรียบเทียบได้ว่าช่วงเดือนใด ๆ ของแต่ละปี มีการค้นหาด้วยคำใดมากกว่ากันอีกด้วย ที่ขาดไม่ได้คือ สามารถแสดงเป็นตัวเลขเทียบให้ดูได้ว่าคีย์เวิร์ดใดได้รับความนิยมในลูกค้าเป้าหมายกลุ่มเดียวกันได้มากกว่ากันด้วย

3.Keyword Tool.io
Keyword Tool.io เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการทำคีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจงเจาะ ต้องการเน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น เพราะมีการวิจัยว่า keyword แบบเจาะจง หรือ long Tail keyword เป็นเทคนิคที่สำคัญในการเขียนบทความ เพื่อกระตุ้นให้มีการซื้อสินค้าได้มากที่สุด เช่น ใช้คำว่า “เสื้อสูทผู้ชายแบรนด์ Arrow” เป็นคีย์เวิร์ดแบบยาว จะเข้าถึงลูกค้าที่กำลังมองหาซื้อเสื้อสูทยี่ห้อนี้ได้ดีกว่าการใช้ keyword ว่า “เสื้อสูท” เป็นต้น

4.Moz : Keyword Difficulty Tool
ใช้ค้นหา keyword ที่ให้รายละเอียดสูงมาก โดยจะมีการแสดงตัวเลขให้ได้ชมว่าหากจะเลือกใช้ keyword คำนั้น ๆ จะมีอัตราการแข่งขันสูงมากน้อยเพียงใด ผ่านทางค่า Difficulty Score และมีการค้นหามากน้อยเพียงใดผ่านทาง Volume score แต่โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ต้องชำระเงิน แต่มีความคุ้มค่าหากเป็นธุรกิจออนไลน์ขนาดกลางและใหญ่

5.Accuranker
Accuranker เป็นโปรแกรมที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่เป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนที่ทำธุรกิจออนไลน์เพื่อขายสินค้าระหว่างประเทศ และต้องการพัฒนา SEO เพื่อให้ตอบโจทย์การค้นหาในกลุ่มลูกค้าหลายภูมิภาค เช่น เอเชีย สหรัฐ จีน ยุโรป ฯลฯ โปรแกรมนี้จะทำงานได้เป็นอย่างดีร่วมกับโปรแกรมฟรีแบบอื่น ๆ ของ Google

เครื่องมือในการหา keyword SEO มีมากมาย ทั้งแบบฟรีและแบบเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์จำเป็นต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าด้วย ที่สำคัญ ต้องทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีทั้งด้านยอดขายและยอดชมจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลโดยรวมทำให้ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

รู้หรือไม่ การทำ SEO สำคัญต่อธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไร

รู้หรือไม่ การทำ SEO สำคัญต่อธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไร

ธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังมาแรงและเป็นที่จับตามองในยุคนี้ การเติบโตแบบก้าวกระโดดจำเป็นต้องทำ SEO เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น ประโยชน์ของการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาทำให้ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ทั้งต้นทุนต่ำและทำกำไรได้อย่างดีด้วย ถามว่าการทำ SEO สำคัญกับธุรกิจสตาร์ทอัพมากน้อยแค่ไหน อธิบายว่าได้ว่าถ้าทำให้เว็บไซต์ติดอับดับผลลัพธ์การค้นหาอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของ Google ไม่เพียงสร้างความโดดเด่นให้ลูกค้าเป้าหมายเห็นก่อนแบรนด์คู่แข่งเท่านั้น ยังทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจเกิดใหม่มีความน่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นการโปรโมทให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักแพร่หลายรวดเร็วมากขึ้น

สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก สิ่งแรกที่ต้องคำนึงในการจัดทำเนื้อหาบทความคือข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณภาพสูงเพื่อเป็นช่องทางโฆษณาสินค้าและบริการให้ข้อมูลอย่างละเอียดและเป็นประโยชน์แก่ลูกค้าในอนาคต ไม่เพียงแข่งขันกับธุรกิจขนาดเล็กรายอื่น ๆ ได้เท่านั้น ถ้ามีการโพสต์เนื้อหามีคุณภาพต่อเนื่อง ก็ได้รับความชื่นชมอย่างมากจนยกระดับเทียบรุ่นกับธุรกิจขนาดกลางก็เป็นได้ กลยุทธ์ SEO จึงคุ้มค่าสำหรับสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กทั้งในด้านเพิ่มการเข้าชมและเพิ่มยอดขาย ถึงตอนนี้คงต้องการทราบกันแล้วว่า หากจะทำ SEO สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพให้มีประสิทธิภาพและจัดอันดับเว็บไซต์ให้ดีขึ้น ต้องทำอย่างไร

1.อันดับแรกเริ่มสร้างแบ็กลิงก์คุณภาพสูงให้ชี้กลับมาที่เว็บไซต์เพื่อให้เว็บไซต์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ Google พิจารณาว่าเว็บไซต์นั้นเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน และช่วยจัดอันดับเว็บไซต์ธุรกิจสตาร์ทอัพให้ได้รับอันดับสูงขึ้น

2.ผลกระทบของโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูงมากต่อการโฆษณาธุรกิจสตาร์ทอัพด้วยการแชร์เนื้อหาบนช่องทางโซเชียลมีเดีย การทำ SEO จะเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์และช่วยให้กำหนดเป้าหมายไปจูงใจลูกค้าที่ต้องการบนโซเชียลมีเดียได้ง่ายขึ้นด้วย หากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นและบ่อยขึ้น เว็บไซต์จะขึ้นไปปรากฏในอันดับต้น ๆ ของเครื่องมือค้นหา ซึ่งหมายความว่าจะเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายด้วย

3.อัปเดตบล็อกสม่ำเสมอ ถือเป็นหนึ่งในเคล็ดการทำ SEO ที่มีคุณภาพดีสำหรับบริษัทเกิดใหม่และธุรกิจขนาดเล็ก เนื้อหาบทความที่อัปเดตต้องสดใหม่ทันสมัยและมีประโยชน์ สิ่งสำคัญคือการใช้คีย์เวิร์ดแบบสั้นและยาว และแท็กหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งรูปภาพ ใช้คำอธิบายความที่กระชับและชัดเจน รวมถึงใช้คีย์เวิร์ดหลักสร้างความเชื่อมโยงภายในบล็อก เรียกว่างัดกลยุทธ์การทำ SEO มาใช้ทั้งหมด รวมถึงการทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายและโหลดไว มีเนื้อหาที่น่าอ่าน ทำให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้ชมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นและอยู่ในเว็บนานขึ้น

กลยุทธ์ SEO เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพในการดึงดูดลูกค้ามายังเว็บไซต์ เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Google ได้ ลูกค้าเป้าหมายจะค้นพบเว็บได้ทันที เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าเห็นก่อนย่อมมีโอกาสขายได้ก่อน

3 เทรนด์ SEO มาแรงปี 2020

3 เทรนด์ SEO มาแรงปี 2020

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital Marketing หรือการตลาดดิจิทัลอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าระบบดิจิทัลและเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค ต่างเริ่มมีอิทธิพลต่อการทำงานและชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น เพื่อให้ชีวิตและธุรกิจเดินหน้าไปต่ออย่างทันยุคทันสมัย เราควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3 เทรนด์ SEO การตลาดบนโลกออนไลน์ ซึ่งกำลังมาแรงในปี 2020 นี้คืออะไร และมีวิธีเข้าถึงได้อย่างไร

1.Featured Snippets ในยุคที่การทำธุรกิจออนไลน์มีการแข่งขันที่สูงมากขึ้นเป็นทวีคูณ แทบจะทุกเพจต้องปรับตัวทำการไลฟ์สด ลดกระหน่ำ จนลูกค้าเลื่อนดูตามแทบไม่ทัน แถมด้วยการทำSEO ในแบบใหม่ ๆ ซึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปีนี้นั้นคือการเพิ่ม SEO ให้เว็บไซต์นั้นดูดีด้วย Featured Snippets (ฟีเจอร์สนิปเพท) เจ้าFeatured Snippets ที่ว่านี้คือ กรอบสี่เหลี่ยมที่แสดงให้เห็นหลังจากที่เราพิมพ์คำค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่สนใจลงไปใน Google และคำตอบเหล่านั้นเองที่ Google ได้ทำการประมวลผลจากข้อมูลโดยเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก โดย Featured Snippet จะแสดงผลอย่างรวดเร็วต่อคำถามที่เราค้นหาว่า สิ่งนี้คืออะไร มีความหมายว่าอะไร หรือทำอย่างไร ทำให้ Featured Snippet ได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยให้การเติบโตของเว็บไซต์ทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการโปรโมท ซึ่งมีหลักการดังนี้

  • เขียนบทความที่แสดงถึงคำตอบและสรุปเนื้อหาได้อย่างชัดเจนภายในย่อหน้าแรก
  • จัดโครงสร้างของเว็บไซต์ โดยการใส่ Headline เรียงลำดับโครงสร้าง เพื่อให้ Google ทำการค้นหาได้ง่ายและเข้าไปดึงข้อมูลจากเว็บไซต์เพื่อนำมาแสดงผลได้ถูกต้อง
  • จัดโครงสร้างเนื้อหาอย่างมีลำดับขั้นตอน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำไปใช้เป็น Featured Snippets

2.Voice Search ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบ AI ของ Google เพื่อช่วยให้เข้าถึงภาษาต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากสถิติข้อมูลการใช้งานพบว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการ Voice Search เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการเขียนเนื้อหาหรือ Content ในรูปแบบการสร้างบทสนทนา ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เว็บไซต์ถูกดึงข้อมูลไปใช้ และมีการค้นคว้าเชื่อมโยงกับเว็บไซต์มากขึ้น

3.WebP คือไฟล์ภาพที่ Google พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของแอนดรอยด์และ Google ข้อดีของไฟล์สกุล WebP คือขนาดภาพที่เล็กกว่าไฟล์ชนิดอื่น ๆ มีคุณภาพเทียบกับสกุล JPEG แต่มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า PNG สามารถทำภาพ Animation แบบ GIF ได้ แต่พิเศษกว่าตรงที่มีจำนวนสีมากถึง 24 bit ซึ่งช่วยให้ WebP มีสีสันเสมือนจริงทั้ง ๆ ที่มีขนาดไฟล์เล็กมาก คุณสมบัตินี้จึงช่วยให้สามารถโหลดเนื้อหาและรูปภาพหรือวิดีโอประกอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกของการตลาดยุคดิจิทัล เพียงเราเปิดกว้างพร้อมเรียนรู้วิทยาการความก้าวหน้าใหม่ ๆ เราก็จะสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของเทรนด์ SEO ใหม่ ๆ ที่กำลังมาแรง เพื่อประโยชน์ในการทำการตลาดแบบดิจิทัลให้ทันกระแสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อผิดพลาดที่เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

ทำ SEO มาเป็นปี แต่ทำไมเว็บไซต์ยังไม่ขึ้นบน Google สักที?

การทำเว็บไซต์ให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของ search engine นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม แต่ก็มีหลายคนที่พยายามทำ SEO ถูกต้องตามหลักแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าเว็บไซต์จะขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกสักที วันนี้เรามีข้อผิดพลาดที่หลายคนลืมตรวจสอบบนเว็บไซต์ของตัวเองมาให้คุณไปตรวจสอบดู

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ

Traffic น้อยหรือไม่มีเลย

บางคนทำเนื้อหาน่าอ่านและมีการอัปเดตบ่อย ๆ แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าไม่เคยได้มีใครเข้าไปอ่านเลย โดย search engine อย่าง Google นั้นใช้ page session เป็นหนึ่งในการให้คะแนน SEO แก่เว็บไซต์แต่ละที่ หากเว็บไซต์ของคุณไม่มี traffic หรือคนเข้ามาดูเลย ก็จะทำให้โอกาสติดหน้าแรกยากสักหน่อย

ไม่มี Backlink เลย

Backlink เป็นปัจจัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการทำ SEO หลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำเนื้อหาน่าอ่านเท่าไหร่ แต่มี backlink เยอะและไปอยู่บนเว็บไซต์ที่มีคุณภาพก็มีโอกาสติด SEO ได้เหมือนกันนะ ฉะนั้นลองตรวจสอบดูว่าเว็บไซต์ของคุณเคยทำ backlink มาบ้างแล้วหรือยัง

ใช้ใช้คีย์เวิร์ดสั้นที่ยากเกินไป

คีย์เวิร์ดสั้น ๆ หรือ short tail keywords นั้นเป็น mass keyword ซึ่งเป็นประเภทที่หลายเว็บไซต์ใช้ทำ SEO จึงทำให้มีการแข่งขันสูงมาก เว็บไซต์ที่เพิ่งหันมาทำ SEO อาจไต่อันดับขึ้นไปยาก แล้วยังถูกต้อนพื้นที่บนหน้า search engine ด้วยเว็บไซต์ที่ใช้วิธีการโฆษณาเพื่อให้ไปอยู่บนหน้าค้นหาด้วยเหมือนกัน

เนื้อหาน้อยเกินไป

เนื้อหาในแต่ละหน้าบนเว็บไซต์นั้นควรเกิน 500 คำขึ้นไป แต่หากเนื้อหาในแต่ละหน้าของคุณมีหน้าละ 300 – 400 คำ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การทำ SEO ไม่ได้ผล ฉะนั้นลองตรวจสอบดูว่าในแต่ละหน้าบนเว็บไซต์ของคุณนั้นมีจำนวนคำมากน้อยแค่ไหน

Domain name ติด Blacklist

สำหรับบางคนที่ซื้อ domain name ที่ผ่านการใช้งานมาก่อนหรือเคยทำผิดกฎของ search engine มาก่อนนั้น มีโอกาสที่จะติด blacklist ซึ่งบางทีคุณอาจไม่รู้ตัว ฉะนั้นต่อให้ทำ SEO ดีแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ไต่อันดับขึ้นมาได้เลย

โครงสร้างเว็บไซต์มีปัญหา

คุณอาจไม่รู้ว่าโครงสร้างเว็บไซต์นั้นมีส่วนในการขึ้นอันดับ SEO มากพอสมควรเลยล่ะ เพราะการเชื่อมโยงในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ที่ไม่มีการจัดระเบียบให้ bot ของ search engine สามารถค้นหาง่ายนั้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เว็บไซต์ของคุณถูกเขี่ยให้ไปอยู่หน้าท้าย ๆ ได้

เอาล่ะ! ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องกลับไปตรวจสอบเว็บไซต์ของตัวเอง หากเว็บไซต์ของคุณยังไม่ไต่ขึ้นอันดับของ search engine สักที นั่นอาจเป็นเพราะข้อผิดพลาดต่าง ๆ ตามที่อธิบายข้างต้น ซึ่งคุณอาจลืมทำหรือไม่ได้สังเกตมาก่อนก็เป็นได้

ทำ SEO มาเป็นปี แต่ทำไมเว็บไซต์ยังไม่ขึ้นบน Google สักที

รู้ไหม เว็บไซต์ดาวน์โหลดเร็วขึ้น อันดับ SEO ก็เพิ่มตาม

รู้ไหม เว็บไซต์ดาวน์โหลดเร็วขึ้น อันดับ SEO ก็เพิ่มตาม

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง ผู้ที่ใส่ใจพัฒนาเว็บไซต์ตามระบบ SEO จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้นจากการค้นด้วยช่อง search ใน Google โดยมีเทคนิคที่จะทำให้เว็บไซต์ได้อันดับ SEO สูงขึ้น ซึ่งมีทั้งการปรับส่วนโครงสร้าง การทำเนื้อหาบทความที่ดึงดูดใจ การทำลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์อื่น รวมถึงการเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลด้วย

การเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ ของเว็บไซต์ SEO จะ เป็นผลบวกในการสร้างความประทับใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ลดระยะเวลาในการดาวน์โหลด สิ้นเปลืองทรัพยากรในระบบน้อยลง ซึ่งเทคนิคในการทำมีดังนี้

1. การเลือก hosting ที่ดี

Hosting เปรียบเหมือนการเช่าพื้นที่ขายของออนไลน์ ซึ่งมีหลายแบบที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทและขนาดธุรกิจ ควรเลือก hosting ที่มีคุณภาพอย่าง Siteground และ Ruk-Com เพราะมีผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพช่วยดูแลระบบ server ไม่มีการรบกวนความเร็วของแต่ละเว็บไซต์ จึงลดปัญหาเว็บล่มจากการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ พร้อมกันได้

2. การติดตั้งปลั๊กอิน

การทำเว็บไซต์ออนไลน์จะใช้โปรแกรม wordpress ซึ่งจะมีปลั๊กอินที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำ SEO ควรเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ดาวน์โหลดเท่าที่จำเป็น เช่น SEOปลั๊กอินอย่าง Yoast SEO และ WP super cache ซึ่งทำขึ้นเพื่อใช้กับ wordpress โดยเฉพาะ ไม่ควรให้มีปลั๊กอินเกิน 15 ตัว

3. การควบคุมขนาดของรูปภาพ

การมีไฟล์ภาพที่ใหญ่เกินจำเป็น เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรในระบบ ทำให้ใช้เวลาดาวน์โหลดข้อมูลนาน ซึ่งมีการเก็บข้อมูลพบว่าลูกค้ามักรอเวลาดาวน์โหลดไม่เกิน 5 วินาที เท่านั้น จึงควรลดขนาดภาพให้เล็กกว่า 200 KB การปรับขนาดให้ภาพเล็กลงด้วยโปรแกรมฟรี อย่าง photoscape เป็นตัวช่วยที่ดีทำให้ดาวน์โหลดได้เร็วยิ่งขึ้น โดยไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

4. การแชร์ข้อมูลจากเว็บไซต์อื่น

นอกจากการผลิตบทความของตัวเองแล้ว หลายคนนิยมนำคลิปวิดีโอจาก YouTube มาใส่ที่เว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อสร้างลิงก์ เพิ่มอันดับ SEO และดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้องพิจารณาว่ามีการใช้ทรัพยากรของระบบมากน้อยเพียงใด และหากจะมีการนำรูปมาจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถ่ายทำเอง ก็ควรเช็คเรื่องลิขสิทธิ์และดาวน์โหลดมาเพื่อปรับขนาดของรูปให้เล็กลงก่อนนำไปใช้ด้วย

จะเห็นได้ว่า การปรับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการทำเว็บไซต์ของคุณจะส่งผลต่อความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความประทับใจให้แก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ส่งผลดีในระยะยาว คือ ทำให้มีความนิยมในการใช้บริการสืบค้นข้อมูลภายในเว็บไซต์คุณมากขึ้น และทำให้มียอดขายสินค้าและบริการสูงขึ้นด้วย

การเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล

Google search console สำคัญอย่างไรต่อการทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันจะประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านยอดขายและการขยายฐานลูกค้า ต้องอาศัยการทำเป็นระบบ SEO หรือ search engine optimization ซึ่ง Google search console เป็นเครื่องมือที่ Google ให้บริการฟรีสำหรับคนทำเว็บไซต์ เพื่อสามารถเช็คคุณสมบัติต่าง ๆ จากผลการวิเคราะห์โดยระบบ algorithm ทำให้มีทิศทางในการพัฒนาเว็บไซต์อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น

Google search console ในอดีตเรียกว่า Google webmaster tools เป็น เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย เพียงเข้าเว็บไซต์ Google search console แล้วใส่โดเมนและ URL ของเว็บไซต์คุณ (เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ออนไลน์) หลังจากนั้นทำการติดตั้ง ด้วย html หรือ ปลั๊กอิน yoast SEO ก็จะสามารถใช้งานได้

โดยตัวเลขและกราฟต่าง ๆ ที่แสดงใน Google search console มีประโยชน์ในการนำไปพัฒนาเว็บไซต์ในหลากหลายด้าน ได้แก่

Performance เป็นกราฟพร้อมตัวเลขอย่างละเอียด ที่แสดงผลย้อนหลังนานถึง 16 เดือน ให้แก่เจ้าของเว็บไซต์ เพื่อให้เห็นว่ามีการพัฒนามาอย่างถูกทางหรือไม่ ซึ่งจะแสดงผลทั้ง จำนวนการคลิกต่อการปรากฏผลในหน้าต่างการสืบค้น (CTR หรือ click through rate) ภูมิภาคหรือประเทศของผู้ที่สนใจคลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ เป็นต้น

URL inspection เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณได้รับการตรวจสอบโดย Google ครั้งล่าสุดเมื่อใด ยิ่งมีการปรับปรุงเว็บไซต์บ่อย ๆ ตามหลัก SEO ก็จะยิ่งมีโอกาสถูกจัดอันดับ SEO ให้สูงยิ่งขึ้น (มักทำให้มียอดขายที่ดีตามมาด้วย) ทั้งนี้ยังมีส่วนแสดงหมายเหตุ ที่บอกด้วยว่ามีประเด็นใดที่ Google แนะนำว่าควรปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาต่อยอดได้อย่างตรงจุดด้วย

Mobile usabilities เป็นตัวเลขจากการวิเคราะห์ว่า เว็บไซต์ของคุณนั้นถูกใช้งานผ่านระบบโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงใด เหมาะสมกับการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมการหาข้อมูลและซื้อสินค้าออนไลน์มากหรือน้อย ถ้าค่า mobile usability สูงก็จะสัมพันธ์กับโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นเว็บไซต์เล่นเกมส์ หรือ เว็บคาสิโนทั่วไปอย่าง Hero88 ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงสมาร์ทโฟน เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเล่นผ่านมือถือกันเป็นจำนวนมาก หรือไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์อื่นๆก็เช่นกัน ถ้าหากเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ง่ายก็จะสะดวกต่อผู้ใช้ ซึ่งตอบโจทย์และจะนำไปสู่ความสำเร็จอันสูงสุดเลยทีเดียว

Security Issues เป็นค่าตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ามีไวรัสหรือ malware ที่เป็นอันตรายหลบซ่อนอยู่ในเว็บไซต์คุณหรือไม่ รวมถึงปัญหาทางเทคนิคของระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่อาจจะกระทบต่อการส่งผ่านข้อมูลหรือระบบรักษาความปลอดภัยในเว็บไซต์ (เทียบได้กับการทำหน้าที่เป็นระบบ antivirus ของเว็บไซต์เลยทีเดียว)ประโยชน์ในการนำไปพัฒนาเว็บไซต์

จะเห็นได้ว่า Google search console เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถใช้เพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ในระบบ SEO อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มยอดผู้เข้าชมข้อมูล การสั่งซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นเป้าหมายทางธุรกิจที่ทุกคนต้องการ

เราหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ทุกท่าน ใส่ใจการเรียนรู้เทคนิค SEO ควบคู่กับ Google search console เพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างมีทิศทาง และทำให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์มากยิ่งขึ้น

มือใหม่ขายของออนไลน์รู้จัก SEO ดีหรือยัง

มือใหม่ขายของออนไลน์รู้จัก SEO ดีหรือยัง

การขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่สะดวกและง่ายในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายจำนวนมากในยุคปัจจุบัน เนื่องจากทุกคนมีการพกพาโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นักธุรกิจมือใหม่ในวงการสินค้าออนไลน์ที่ต้องการประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ควรจะรู้จักเทคนิคการตลาด SEO เพื่อใช้พัฒนาเว็บไซต์ให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ดีขึ้น

SEO พื้นฐานของการสร้างแบรนด์

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นับว่าเป็นพื้นฐานในการสร้างรากฐานของแบรนด์ยุคใหม่ให้ยั่งยืน เนื่องจาก Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google มีการตั้งหลักเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งจะถูกประมวลวิเคราะห์ด้วยระบบ Algorithm ของ AI อัจฉริยะ ว่ามีคุณภาพเพียงพอที่จะนำเสนอสู่สายตาผู้ใช้ผู้ใช้บริการ Search Engine เหล่านั้นหรือไม่

หากเว็บไซต์ใด มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับที่ Yahoo, Google และ Bing กำหนด ก็จะมีอันดับ SEO ที่สูง ทำให้ถูกแสดงในลำดับต้น ๆ ของหน้าแรกผลการค้นหา ซึ่งมีการวิจัยว่าสัมพันธ์กับยอดการสั่งซื้อ และการกลับมาซื้อซ้ำอีก ซึ่งย่อมส่งผลให้ธุรกิจออนไลน์ของแบรนด์ที่อยู่ลำดับต้น ๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว

การทำ SEO ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ keyword SEO เพื่อนำมาเขียนบทความหรือผลิตสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมการขาย การใช้ Keyword ที่สั้นเกินไปหรือ Mass Keyword จะไม่สามารถสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีเท่ากับ Niche Keyword

ตัวอย่างเช่น หากใช้ Keyword ว่า “รองเท้ากีฬา” (Mass Keyword) แทนที่จะใช้คำว่า “รองเท้าวิ่ง ผู้หญิง ยี่ห้อ ไนกี้ รุ่น” (Niche Keyword) จะทำให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงรักสุขภาพได้ เปอร์เซ็นต์ที่จะขายได้ก็จะน้อยลง

กูรูการตลาดแนะนำให้ผู้เริ่มทำเว็บไซต์ออนไลน์ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณา ศึกษาการทำ SEO ด้วยตัวเอง เพราะทำให้ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่โฆษณาใด ๆ ให้แก่ Search Engine เพียงรักษามาตรฐานของคุณภาพบทความ SEO และมีความสม่ำเสมอในการอัปเดตข้อมูล ก็จะทำให้มีอันดับ SEO ที่สูงขึ้น มีศักยภาพในการแข่งขันเท่ากับร้านค้าออนไลน์ที่เปิดมาก่อนได้

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการทำ SEO คือ ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะธุรกิจที่มีอัตราการแข่งขันกันสูง เช่น ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว มักจะต้องใช้เวลาเห็นผล 6 เดือนถึง 1 ปี

ดังนั้น หากต้องการเพิ่มยอดการขายแบบเร่งด่วน เช่น จัดโปรโมชั่น นำเสนอสินค้ารุ่นใหม่ กระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาล เช่น วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ฯลฯ ก็ต้องเรียนรู้วิธีประชาสัมพันธ์แบบอื่นด้วย เช่น วิธี SEM (Search Engine Marketing) ที่ต้องซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคที่ที่มือใหม่ขายของออนไลน์ควรเร่งศึกษาและนำไปปรับใช้ จะช่วยยกระดับคุณภาพของเว็บไซต์ให้ถูกวิเคราะห์ด้วย AI ได้ผลอันดับที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ร่วมกับขยายฐานลูกค้าไปพร้อมกัน

SEO พื้นฐานของการสร้างแบรนด์

ทำ SEO ให้เว็บไซต์ในยุคปัจจุบัน

การทำเว็บไซต์ SEO ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อย่างไร

การทำเว็บไซต์ ขายสินค้าออนไลน์ โดยทั่วไปต้องมีการลงทุนในส่วนของการผลิตและโปรโมทสินค้าอยู่แล้ว ซึ่งหากคุณต้องการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ โดยควบคุมให้ค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาน้อยที่สุด เราแนะนำให้ทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพราะเป็นเทคนิคที่เพิ่มทั้งในส่วนของยอดขายและการสร้างฐานลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้แก่ Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google แม้แต่บาทเดียว

ทั้งนี้ นักธุรกิจหลายท่าน อาจคุ้นเคยกับการประมูลพื้นที่โฆษณา ที่เรียกว่า SEM หรือ Search Engine Marketing รวมถึงการโปรโมทผ่านช่องทาง Facebook หรือ Instagram ซึ่งต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายตามวงเงินที่กำหนดให้แก่แพลตฟอร์มนั้น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแนะนำว่า หากคุณต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายทางการโปรโมทให้ได้มากที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำ SEO ให้เว็บไซต์ในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งการทำ SEO ที่สมบูรณ์ จะครอบคลุมในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

การทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามดึงดูดลูกค้าและมีเอกลักษณ์ของสี ตัวอักษร โลโก้ ฯลฯ

เว็บไซต์ต้องใช้งานง่าย มีความเป็นมิตรกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งการใช้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและระบบโทรศัพท์มือถือที่พกพาได้ทุกที่

การผลิตบทความ SEO ต้องน่าสนใจ ให้สาระที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน

ใช้ Keyword SEO ที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น คุณเป็นบริษัทนำเข้ารองเท้ากีฬาสตรี ก็ควรใช้ Keyword “รองเท้ากีฬาสตรี ยี่ห้อ รุ่น” จึงจะตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่ต้องการสินค้าแบรนด์และรุ่นนั้น

การเชื่อมโยงลิงค์ภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ เช่น คุณขายสินค้าจำพวกรองเท้าวิ่ง ก็ควรไปอยู่ในกลุ่ม Facebook ผู้รักสุขภาพ หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพื่อแนะนำเทคนิคการปฏิบัติตัวสำหรับลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง และการเลือกรองเท้าวิ่งที่มีคุณภาพ ฯลฯ

หากมีผู้ที่สนใจการเลือกรองเท้าวิ่ง คุณก็สามารถที่จะแนะนำและให้ลิงค์ของเว็บไซต์คุณ เพื่อให้เกิดการคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ ดูแคตาล็อกสินค้า รวมถึงสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์คุณได้

เทคนิคนี้เป็นที่นิยมมากทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะแสดงถึงความจริงใจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไม่เป็น Hard Sale ซึ่งทำให้ลูกค้าจำนวนมากกังวลว่าอาจจะถูกยัดเยียดขายสินค้าในสรรพคุณที่เกินจริง

การทำ SEO ให้เว็บไซต์ สามารถทำการศึกษาได้ด้วยตัวเองผ่านหนังสือ คลิปสอนต่าง ๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง (ระยะเวลา 3 เดือนถึง 1 ปี) ในการทำให้มีข้อมูลในระบบให้ AI อัจฉริยะของ Search Engine วิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์

แต่การันตีได้ว่า การทำ SEO อย่างรอบด้านที่กล่าวมาอย่างสม่ำเสมอ คุณจะเห็นผลทั้งยอดขายและมีลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้ผู้ใด

การทำเว็บไซต์ SEO ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อย่างไร