ระบบฟังก์ชันของ Google Search Console

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Google Search Console

Google Search Console เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์คุณภาพของการทำ SEO ในเว็บไซต์ ทั้งในส่วนของ on-Page และการเชื่อมโยงลิงก์หรือ off-page SEO ทำให้ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถที่จะปรับแก้ไขจุดอ่อนให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ระบบ AI ของ Google นำไปวิเคราะห์และปรับอันดับ SEO ให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอได้

หลังจากการติดตั้ง Google Search Console แล้วให้เลือก Domain หรือซับโดเมนที่ต้องการให้ตัวช่วยนี้วิเคราะห์การทำ SEO แล้วทำการยืนยันตัวตนในฐานะเป็นเจ้าของเว็บไซต์ และผู้ดูแลเว็บไซต์

ระบบฟังก์ชันของ Google Search Console มีหลายจุดที่น่าสนใจ ได้แก่

1. Performance

เป็นสถิติตัวเลขและกราฟที่ช่วยในการเห็นประสิทธิภาพในการทำ SEO ย้อนหลังไปประมาณ 1 ปี โดยจะมีค่าที่สำคัญ ได้แก่

Impressions หรือจำนวนครั้งที่เว็บไซต์ของคุณแสดงผลอยู่ในหน้าต่าง Google

Clicks เป็นจำนวนครั้งที่มีคนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ

Average CTR เป็นค่าเปอร์เซ็นต์ คำนวณจากจำนวนผู้ที่คลิกเข้ามาในเว็บไซต์หารด้วยจำนวนผู้ที่เห็นเว็บไซต์ของคุณ คูณด้วย 100

Average Position หมายถึง อันดับในการนำเสนอเว็บไซต์คุณ หากอยู่ในอันดับบน เช่น 1-2 ในหน้าแสดงผลเว็บไซต์ จะมีความเชื่อถือจากลูกค้าสูง และมียอดการสั่งซื้อสินค้าที่สูงกว่าเว็บไซต์อันดับรองลงมาหลายเท่าตัว

2. URL Inspection

เป็นสิ่งที่สามารถใช้บอกได้ว่า แต่ละเพจที่คุณใส่ URL address ลงไปตรวจสอบในฟังก์ชั่นนี้ ถูกจัดเก็บข้อมูลไปด้วยระบบ algorithm ใน Google หรือยังหรือแสดงผลอยู่ใน XML sitemap ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่สำคัญที่ช่วยให้คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ได้ดียิ่งขึ้น หากคุณมีการแก้ไขเพจแล้ว แต่ยังไม่มีการดึงข้อมูลไปในระบบ AI ก็สามารถคลิกที่ปุ่ม Request indexing เพื่อกระตุ้นให้ระบบมาจัดเก็บได้

3. XML sitemap

เป็นแผนผังในโครงสร้างของเว็บไซต์ ที่จะแสดงให้ระบบ algorithm ของ Google ได้ทำความเข้าใจกับเว็บไซต์คุณได้ง่ายและรวดเร็ว จึงช่วยในการประมวลผลข้อมูลจัดอันดับ SEO ได้เร็วยิ่งขึ้น

4. Link

การทำ link เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO มีทั้ง External Link หรือ off-Page SEO และ Internal Link ที่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเพจในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะมีค่าตัวเลขที่แสดงถึง Top linking Page หรือเพจที่ผู้คนสนใจมากอันดับต้น ๆ และอีกมากมาย ให้คุณจะนำไปต่อยอดในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นตามความสนใจได้

Google Search Console เป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาเว็บไซต์ออนไลน์ของคุณให้สอดคล้องกับระบบ SEO ได้มากยิ่งขึ้น หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และมีอำนาจในการแข่งขันกับแบรนด์อื่นในหมวดสินค้าเดียวกัน ต้องทำการศึกษาเรื่องการทำ SEO และการใช้เครื่องมือต่าง ๆ อย่าง Google Search Console และปลั๊กอินที่เกี่ยวข้อง เช่น Yoast SEO ด้วย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Google Search Console

ข้อดีของการเป็นเว็บไซต์ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ทำ SEO แล้วรุ่ง

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งเว็บไซต์ของบริษัทขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต่างล้วนได้ประโยชน์ทั้งด้านยอดขายและจำนวนลูกค้าที่มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากที่ทำเว็บไซต์ขนาดเล็ก อาจมีความกังวลว่าจะสามารถแข่งขันกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้อย่างไร

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อดีที่เว็บไซต์รายย่อยมี หากทำ SEO แล้วจะรุ่ง เพื่อเสริมความมั่นใจให้นักธุรกิจหน้าใหม่หรือรายเล็กหันมาพัฒนา SEO ให้กับเว็บไซต์มากขึ้น

1. เป็นเว็บไซต์ขนาดเล็ก มีการมีความยืดหยุ่นในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมากกว่าเว็บไซต์ขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ รอการอนุมัติอีกหลายขั้นตอน เว็บไซต์ขนาดเล็กที่พร้อมปรับปรุงเว็บไซต์ตามหลัก SEO ตลอดเวลา จึงมีผลดีต่อการเปลี่ยนแปลงของอันดับ SEO ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

2. การใช้ Keyword ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น สำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็ก สามารถปรับเปลี่ยน Keyword จากทั่วไปที่เป็นคำสั้น ๆ มาเป็นวลีที่มีความยาว ซึ่งจะตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากแนวคิดของบริษัทเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่เน้นขายสินค้าเพื่อคนส่วนใหญ่ จึงมักใช้ Keyword กว้าง การใช้ Keyword ที่เหมาะสมและตรงกับการสืบค้นของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง จึงทำให้มีเปอร์เซ็นต์การขายได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน

3. ผลิตบทความคุณภาพได้หลากหลายแนว มีความทันสมัยและดึงดูดใจได้มากกว่า เพราะสามารถที่จะเขียนด้วยตัวเองหรือเลือก Freelance ที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเลือกทีมผลิตสื่อภาพ เสียงและคลิปวีดีโอประกอบในเว็บไซต์ ที่นักธุรกิจรายเล็กสามารถที่จะเลือกทีมงานได้ง่าย ๆ โดยดูจากผลงานที่ตรงใจ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติหรือประชุมอีกหลายขั้นตอน

4. การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ผ่านการพูดคุยในห้องพันทิปหรือ Facebook สามารถทำได้ด้วยตัวนักธุรกิจผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์เอง สร้างภาพลักษณ์ที่จริงใจและเป็นกันเอง จึงมีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากกว่าการประชาสัมพันธ์แบบเป็นกิจจะลักษณะทางสื่อโฆษณาที่เน้นการเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่

5. การเลือกหรือปรับเปลี่ยน Web Hosting ที่เหมาะสม ผู้ทำเว็บไซต์รายย่อยสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดปัญหาเว็บไซต์ล่ม หรือใช้เวลาดาวน์โหลดข้อมูลนานจนเสียลูกค้าให้ผู้ประกอบการรายอื่น ต่างจากเว็บไซต์บริษัทใหญ่ที่ต้องรอการแก้ไขและพิจารณาหลายขั้นตอนกว่าจะได้ข้อสรุป

จากข้อดีของเว็บไซต์ขนาดเล็กที่กล่าวมา นับว่าเป็นจุดเด่นที่หากนำไปประยุกต์ใช้และมีการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักธุรกิจรายย่อยทุกกลุ่มสินค้ามีอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจได้ดีขึ้น ขอเพียงมีความสม่ำเสมอในการพัฒนาเว็บไซต์และหมั่นอัปเดตสาระใหม่ ๆ เป็นประจำ ก็จะทำให้มียอดขายและจำนวนลูกค้าใกล้เคียงกับเว็บไซต์ธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน

ข้อดีของการเป็นเว็บไซต์ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ทำ SEO แล้วรุ่ง

อุปสรรคสำคัญในการทำ SEO

อุปสรรคสำคัญในการทำ SEO

สิ่งที่มักจะเป็นปัญหาในการทำ SEO นั้น มักจะเป็นการที่ข้อมูลสร้างขึ้นเข้าไม่ถึงกลุ่มคนที่ต้องการเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้มาตรฐานที่ Google กำหนด ทำให้ไม่ติดหน้าแรกเพราะขาดองค์ประกอบหลายอย่างที่จะทำให้บทความนั้นสมบูรณ์ ดังนั้นก่อนที่จะทำระบบ SEO จะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อนเริ่มจากกลุ่มลูกค้า ต่อมาคือ ระบบการทำงานของ SEO ซึ่งอุปสรรคปัญหาที่มักจะพบบ่อยมีดังต่อไปนี้

ข้อมูลที่เขียนเป็นข้อมูลซ้ำ

ข้อมูลซ้ำเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าหลายครั้งด้วยกันที่โลกนี้ไม่ได้มีเรื่องราวใหม่เกิดขึ้นมากนัก เราเพียงนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ให้เข้ากับผู้คนสถานการณ์ตามความต้องการและการใช้งาน สิ่งที่คนเราทำได้นั้นคือการใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อให้เกิดความแตกต่างเฉพาะตัว

ขาดชื่อเรื่องและคำอธิบาย (Title tag and Description)

การที่ทำข้อมูลขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) จากนั้น AI จะทำการประมวลผลและ AI จะเข้าใจได้เมื่อมีคำอธิบายขยายความ ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสื่อสารแบบคอนเทนต์คือ การมีหัวข้อที่ดีตามด้วยคำอธิบายสิ่งที่ต้องการสื่อสารเพื่อให้เป็นคอนเทนต์ที่สมบูรณ์และ รองรับฐานข้อมูลที่ Google ต้องการ

ลิงก์เสีย (Broken URLs)

หากเว็บไซต์ใดที่ขาดการอัพเดทข้อมูลเป็นเวลานาน เว็บไซต์นั้นอาจมีผลกระทบต่อการค้นหาของ Google ดังนั้นจะต้องทำการอัพเดทและพัฒนาข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องในการค้นหาข้อมูลซึ่งลิงก์เสียนั้นจะทำให้การค้นหาหายไปไม่สามารถค้นหาได้เกิดจากการที่เว็บไซต์มีปัญหา

ไม่ติดหน้าแรกในการค้นหา

การที่ไม่ติดหน้าแรกในการค้นหา ก็จะทำให้ข้อมูลนั้นไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารได้ ผู้พัฒนาจะต้องทำการศึกษาระบบการทำ SEO การทำการตลาดการปรับแต่งเว็บไซต์การทำให้ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ได้มาตรฐานเป็นประโยชน์มากขึ้น โดยจะต้องอาศัยการทำคีย์เวิร์ดเข้ามาช่วยให้การค้นหานั้นง่ายขึ้น

เกิดจาก Flash ที่ใช้ในการทำเว็บ

ปัจจุบัน การใช้ Flash ในการทำเว็บนั้นไม่เหมาะในการทำ SEO แล้วเนื่องจากในการ Search Engine ไม่สามารถที่จะทำการบันทึกข้อมูล แม้ว่าการใช้ Flash จะมีการพัฒนามากมายก็ตาม แต่ก็ยังมีเทคนิคอื่นที่สามารถใช้แทนได้และหากเว็บไซต์นั้นเป็นเว็บไซต์ที่น่าสนใจมากพอก็จะง่ายในการทำ SEO ดังนั้นสิ่งสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์และการสร้างความแตกต่างนั่นเอง

ระบบการทำงานของ SEO

จากการทำ SEO มีองค์ประกอบมากมายด้วยกัน ผู้พัฒนาจะต้องรู้สิ่งที่เป็นอุปสรรคเพื่อรับมือและปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์การใช้งานที่เปลี่ยนไปของระบบการทำ SEO ทั้งนี้การป้อนข้อมูลระบบที่เชื่อมต่อกับ Google เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างคอนเทนต์คือ การสร้างข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมเว็บไซต์ มีหัวข้อพร้อมคำอธิบายที่ตรงประเด็น

กลยุทธ์การคิดต่าง ทำ SEO สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น

กลยุทธ์การคิดต่าง ทำ SEO สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น

โลกธุรกิจยุคปัจจุบันแข่งขันกันลำบากขึ้นทุกที ต้องงัดกลยุทธ์แย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่งมาเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องรัดเข็มขัดประหยัดต้นทุนกันสุดฤทธิ์ เรื่องที่จะทุ่มงบประมาณโฆษณาก้อนใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ดูแล้วไม่คุ้มค่า ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่จำเป็นต้องมองหาความแตกต่างเพื่อให้แบรนด์ตนเองโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมาก การทำ SEO จึงต้องอัดความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในการทำตลาดออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการเขียนคอนเทนต์หรือการออกแบบเว็บไซต์ ทำให้คนสนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บมากขึ้นและให้ผลลัพธ์ในการค้นหาทาง Google ได้อันดับดีที่สุด

กลยุทธ์แรกคือการคิดต่างในเรื่องคีย์เวิร์ด

ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในบทความ แน่นอนว่าเนื้อหาของบทความต้องเขียนดีมีคุณภาพ แต่คีย์เวิร์ดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนการค้นหาง่ายและรวดเร็ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มจากคีย์เวิร์ดง่าย ๆ เช่น “โทรศัพท์มือถือ” แต่การคิดต่างในเรื่องคำจะช่วยให้ได้ลูกค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เช่น “สมาร์ทโฟน มือสอง” “สมาร์ทโฟน มือสอง ราคาถูก” “สมาร์ทโฟน ราคา ถูก” ผู้เชี่ยวชาญการตลาดจะรู้ว่าคำเหล่านี้จะให้ผลลัพธ์การค้นหาที่แตกต่างออกไป เป็นการแสดงจุดยืนของตนเองเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมเว็บและมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อง่าย บางครั้งลูกค้าไม่รู้ว่าจะมองหาอะไร การคิดคีย์เวิร์ดไว้หลายแบบจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าพบทางเลือกที่ตนพอใจ

กลยุทธ์ที่สองคือการใช้สื่อโฆษณาแบบผสมผสาน

การทำเว็บไซต์อาจต้องปรับรูปแบบใหม่ ซึ่งปกติการทำเว็บจะยึดหลักความน่าเชื่อถือและใช้รูปแบบการเขียนที่เป็นทางการ เนื้อหาบทความมีประโยชน์และค่อนข้างยาว ซึ่งไม่รองการอ่านบนหน้าจอมือถือ การคลิกส่วนขยายเพื่อเปิดเนื้อหาที่ซ่อนไว้อาจไม่ใช่วิธีเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อ่านหนังสือน้อยลง ทางเลือกที่ดีคือสร้างลิงก์กับโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook ที่คนรุ่นใหม่เช็คข้อมูลข่าวสารกันทุกวัน ควรปรับเนื้อหาบทความให้กระชับ ใช้ถ้อยคำที่เป็นกันเอง และชวนอ่านมากขึ้น พร้อมกับใส่ลิงก์ย้อนกลับไปที่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้สนใจจริง ๆ คลิกเข้าไปอ่านเพิ่มเติม สไตล์การเขียนใน Facebook มักจะแปลก ใหม่ ทันสมัย กระตุ้นความสนใจจากลูกค้าได้ดี หากเนื้อหาตรงกับที่ต้องการจะมีกดแชร์แบ่งปันข้อมูลกันอ่านและได้รับความสนใจมากกว่าคู่แข่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำ SEO เพิ่มจำนวนคนเข้าเยี่ยมเว็บไซต์อย่างรวดเร็วกลยุทธ์แรกคือการคิดต่างในเรื่องคีย์เวิร์ด

กลยุทธ์ที่สามคือปรับสไตล์การเขียน

ทุกวันนี้การทำ SEO มีความผิดพลาดบ่อย ๆ เกิดจากความเข้าใจผิดที่ว่าต้องโฟกัสไปที่คีย์เวิร์ด เลือกคำเด็ดโดนใจทำให้คนสนใจคลิกเข้ามาอ่านมาก ซึ่งความจริงแล้วถูกแค่ครึ่งเดียว ส่วนการเขียนเนื้อหาคอนเทนต์มีคุณภาพ น่าอ่าน ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ ก็ถูกแค่ครึ่งเดียวเหมือนกัน ผู้เขียนคอนเทนต์ต้องวิเคราะห์เจาะลึกถึงจุดเด่นของธุรกิจ แสดงจุดแข็งของแบรนด์ มีดีตรงไหน เหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน เพื่อนำมาเขียนด้วยสไตล์ที่แตกต่างจากบทความอื่น ๆ กระตุ้นให้คนสนใจแบรนด์และตัดสินใจซื้อในที่สุด ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์แท้จริงนั่นเอง

หลักการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพต้องใช้ง่ายบนมือถือ

หลักการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพต้องใช้ง่ายบนมือถือ

ทุกวันนี้เปอร์เซ็นต์การใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ธุรกิจออนไลน์ต้องออกแบบเว็บไซต์ที่เหมาะกับมือถือ ลองใส่ URL ของหน้าเว็บและคลิกที่มือถือ เป็นการทดสอบง่ายๆ ซึ่งจะเห็นได้ทันทีว่าหน้าเว็บของคุณเหมาะกับอุปกรณ์พกพาหรือไม่ วันหนึ่งจำนวนการใช้มือถือจะแซงหน้าคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป เพราะอย่างนี้การออกแบบหน้าเว็บให้รองรับการใช้งานบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือจึงมีความสำคัญ การออกแบบเว็บไซต์มีคุณภาพสูงแต่ไม่อยู่ในอันดับแรกๆ ของผลการค้นหาก็อาจเป็นเพราะเว็บไซต์ไม่เหมาะกับอุปกรณ์พกพานั่นเอง

เจ้าของธุรกิจ ควรเรียนรู้

เจ้าของธุรกิจควรเรียนรู้วิธีการสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายบนมือถือ ปัญหาเว็บโหลดช้าทำให้ผู้เข้าชมลดลงครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า การอ่านเนื้อหาบนหน้าจอขนาดเล็กก็เช่นกัน ส่งผลให้การเขียนคอนเทนต์ต้องปรับให้กระชับและเข้าใจเนื้อความได้ชัดเจน เนื่องจากหน้าจอเดสก์ท็อปเป็นแนวนอน ส่วนหน้าจอมือถือสูงและแคบจะต้องเลื่อนขึ้นและลง การแทรกรูปภาพและวิดีโอจะต้องไม่ลืมว่าหน้าจอมือถือเป็นอย่างไร ผู้ใช้จะดูเนื้อหาบนหน้าจออย่างไร ด้วยเหตุนี้ การเขียนชื่อเรื่องที่สั้นและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ใช้ศิลปะในการเขียนกระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจอยากรู้และคลิกเข้าอ่านบทความเพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ขณะเดียวกันควรเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงประเด็นที่สุดใส่เข้าไปในชื่อเรื่องและย่อหน้าแรกของบทความ การเพิ่มหัวข้อย่อยเป็นส่วนที่ทำให้หน้าเพจอ่านง่ายขึ้น สามารถใส่คีย์เวิร์ดในหัวข้อย่อยด้วยซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำ SEO เพราะมองเห็นได้ง่าย ทำให้การจัดอันดับหน้าเว็บของ Google สูงขึ้นไปด้วย

นอกจากการปรับปรุงเนื้อหาแล้ว ถ้าจำเป็นอาจต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่เพื่อให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จมากที่สุด นั่นคือเคล็ดลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณสำหรับมือถือ โครงสร้างของเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนจะทำให้โหลดช้า แตกต่างจากการปรับเว็บให้เรียบง่าย แสดงหน้าเว็บเพจต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีแถบนำทางที่ชัดเจนและไม่ทำให้ผู้ใช้สับสน มีความสนใจกับเนื้อหาบทความมากขึ้น แต่ใช้เวลาอ่านน้อยลง ตามปกติผู้ใช้มือถือมักจะไม่อ่านอะไรยาวๆ ยิ่งเขียนเนื้อหากระชับมากเท่าไรยิ่งมีพลังในการจูงใจให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นเท่านั้น

เจ้าของธุรกิจ ควรเรียนรู้

การปรับโครงสร้างเว็บไซต์ต้องงดเว้นไฟล์ภาพหรือวิดีโอขนาดใหญ่ ปรับขนาดภาพให้เหมาะสม โดยสร้างไฟล์ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ภาพยังคมชัดบนทุกขนาดหน้าจอ ผู้ใช้ดาวน์โหลดไฟล์เปิดดูง่ายและเร็ว ตรวจสอบไฟล์วิดีโอให้แน่ใจว่าเหมาะกับมือถือ ไม่รู้สึกหงุดหงิดเวลาภาพกระตุกหรือค้าง ทำให้ผู้ใช้เสียเวลาและกดออกจากเว็บไซต์ไป เว็บไซต์ที่โหลดหน้าเว็บได้เร็วขึ้นจะมีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเว็บไซต์ เพราะเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นประโยชน์ต่อผู้ค้นหา บรรดาผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเข้าใจรวดเร็วว่าเว็บไซต์ตอบสนองข้อมูลที่ต้องการ ทำให้จำนวนผู้เข้าชมมากขึ้น และยังส่งผลต่อการจัดอันดับที่ดีได้อย่างแน่นอน

การทำ SEO จำเป็นไหมสำหรับธุรกิจออนไลน์

การทำ SEO จำเป็นไหมสำหรับธุรกิจออนไลน์

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ได้รับการประชาสัมพันธ์แบบไม่ต้องเสียเงินให้แก่ Search Engine อย่าง Google Yahoo ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมใช้ในการค้นหาสินค้าและบริการทั่วโลกจึงเป็นวิธีที่ได้ผลดีต่อธุรกิจ ที่ผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาดแนะนำให้ทำ

การพัฒนาเว็บไซต์ SEO

ทุกเว็บไซต์ควรทำ SEO เพื่อให้คุณภาพตรงตามข้อกำหนดของ Search Engine ในส่วนต่าง ๆ ได้แก่

– การเขียนบทความ ต้องมี Keywords ที่ตรงกับการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย มีสาระประโยชน์และมีความยาวเหมาะสม

– การอัปเดตเนื้อหาเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ โดยมีเนื้อหาที่ทันสมัยและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

– บทความไม่มีการใช้ Keywords ซ้ำบ่อยจนอ่านไม่รู้เรื่อง หรือเรียกว่า Keyword Stuffing

– มีการทำลิงก์เชื่อมโยงเว็บไซต์จากภายนอก หรือ Backlink เช่น การไปตอบคำถามในห้องแชทต่าง ๆ แล้วมีการแปะลิงก์ไว้เพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์หลักทางธุรกิจของคุณ

การพัฒนาเว็บไซต์ด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมา จะทำให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine สามารถวิเคราะห์และประมวลผลได้ง่าย ซึ่งทำให้ผลการจัดอันดับในการสืบค้นนั้นดีขึ้น มีผลดีต่อยอดขายสินค้าและบริการในระยะยาวด้วย

ประโยชน์ที่จะได้จาก SEO

เมื่อทำเว็บไซต์ SEO จะได้ประโยชน์ ดังนี้

1. จะมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์มากขึ้น เพราะได้รับความน่าเชื่อถือในความทันสมัยและภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัท

2. ลูกค้าจะนิยมเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ และนำไปบอกต่อ เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีการปรับปรุงโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ดูสวยงามและใช้งานง่าย จะทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความประทับใจและกลับมาใช้บริการซ้ำอีก

3. การที่ลูกค้าได้ประโยชน์จากการ เข้ามาชมหรืออ่านข้อมูลในเว็บไซต์ จะทำให้เพิ่ม Traffic จากการวิเคราะห์ด้วย Algorithm แล้วทำให้อันดับยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงช่วยเป็นการประหยัดค่าประชาสัมพันธ์หรือลดการจ่ายค่าจ้างทำโฆษณาวิธีอื่น ๆ ได้

4. การที่ทำ SEO จนอันดับสืบค้นดีขึ้น จะเป็นการเพิ่มความโอกาสในการได้รับออเดอร์สั่งซื้อสินค้าและบริการได้จากทั่วประเทศและจากต่างประเทศมากขึ้น

5. เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงระหว่างกันตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะมีโอกาสเห็นเว็บไซต์ SEO ในอันดับบน ๆ สั่งซื้อได้อย่างสะดวก แม้เจ้าของธุรกิจจะไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

จากข้อดีที่กล่าวมา จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาด จึงแนะนำว่าการทำ SEO เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในยุคปัจจุบัน โดยการปรับปรุงทั้งเนื้อหา โครงสร้างและลิงก์ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ก็จะทำให้ใช้เวลาทำ SEO ที่น้อยลงได้

การทำ SEO จำเป็น สำหรับธุรกิจออนไลน์

คอนเทนต์ในเว็บเปลี่ยนไปอย่างไรหลังทำ SEO

คอนเทนต์ในเว็บเปลี่ยนไปอย่างไรหลังทำ SEO

หลายคนมีประสบการณ์เขียนบล็อกหรือทำเว็บไซต์มานาน อาจเขียนบล็อกเพราะความชอบส่วนตัว คล้ายกับบันทึกประจำวันที่มีแฟนคลับติดใจและติดตามอ่านสม่ำเสมอ หรือเขียนบทความลงเว็บไซต์เป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมทสินค้าและบริการ ก่อนหน้านั้นไม่เคยกังวลเรื่องการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับหรือการทำ SEO ให้มองเห็นรวดเร็วและง่าย ๆ ขึ้น ต่อมาโลกอินเทอร์เน็ตเติบโตแบบก้าวกระโดด ใคร ๆ ก็เปิดเพจขายของออนไลน์ มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองง่าย ๆ บ้างก็เป็นโฮสต์ฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องขยับขยายทำอะไรบางอย่างแล้ว ไม่เช่นนั้นเว็บไซต์ของเราจะแข่งขันกับใครไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ จะต้องกระตือรือร้นก้าวตามโลกเทคโนโลยีและการตลาดให้ทัน รู้ว่าการทำ SEO เป็นอย่างไร ถ้าไม่อยากให้เนื้อหาบทความดี ๆ ที่เขียนมาเป็นการเสียเปล่า เพราะจำนวนคนเข้ามาเยี่ยมชมน้อยลงทุกวัน

คุณภาพของคอนเทนต์เป็นหัวใจสำคัญ

การทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ หมายถึงลีลาการเขียนที่สนุก สอดแทรกสาระความรู้ เนื้อหากระชับอ่านง่าย ถามว่าบทความบนหน้าเว็บไซต์จะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังการทำ SEO แน่นอนว่าสไตล์การเขียนยังคงไม่แตกต่าง ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้บล็อกที่เคยเขียนไว้คลายมนต์เสน่ห์ลงไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือการใส่รายละเอียดเพิ่มเติม นั่นคือคีย์เวิร์ด ซึ่งเป็นคำค้นหาที่ผู้อ่าน ผู้ติดตาม หรือลูกค้า นำมาพิมพ์ลงใน Google เพื่อค้นหาสิ่งที่ตนต้องการ หากคุณเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตร อาจมี คีย์เวิร์ด เกี่ยวกับ “ศัตรูพืช” , “ปุ๋ยชีวภาพ” , “สูตรเร่งดอก” , “น้ำหมัก” , “วิถีเกษตร” , “เกษตรพอเพียง” เพราะคำเหล่านี้ถูกค้นหาบ่อย ๆ ซึ่งเราตรวจสอบได้จาก Google เพื่อเลือกคำคีย์เวิร์ดที่ควรใช้ให้มีการเชื่อมโยงถึงเว็บไซต์ของเรามากขึ้น

ข้อมูลของบทความในเชิงวิเคราะห์เจาะลึกเป็นสิ่งที่ผู้อ่านชื่นชอบเห็นพิเศษ เพราะมีเอกลักษณ์และความแตกต่าง เป็นเรื่องใหม่ ๆ มีเนื้อหาไม่ซ้ำใคร อ่านแล้วได้รับประโยชน์หรือความบันเทิง เป็นการทำตลาดคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งเรานำคีย์เวิร์ดที่ดีแทรกลงไปตามจำนวนและตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้บล็อกและเว็บไซต์นั้นน่าอ่านและดึงดูดความสนใจได้ดีกว่ารูปภาพสวย ๆ หรือวิดีโอ นับเป็นเสน่ห์ของการโฆษณาแฝงอยู่ในบทความอย่างแนบเนียน เรียกว่าทำให้ลูกค้าเห็นข้อดีและตัดสินใจซื้อง่ายกว่าการดูโฆษณาขายสินค้าโดยตรง เหมือนอย่างโฆษณาของบรรดาบริษัทประกันชีวิตต่าง ๆ ทุกวันนี้ทำขึ้นโดยอาศัยเนื้อหาที่จับใจและสะเทือนอารมณ์ ซึ่งดึงดูดความสนใจได้ดีกว่าการขายโดยตรง การทำคอนเทนต์ลงในบล็อกและเว็บไซต์ต้องอาศัยการทำ SEO ในลักษณะเดียวกัน บทความที่มีคุณภาพช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์มากขึ้น

ข้อดีคือการทำตลาดออนไลน์มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิมมาก หากคุณใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า สามารถแชร์คอนเทนต์ที่น่าสนใจนั้นลงในสื่อโซเชียลได้ด้วย และทำลิงก์เชื่อมโยงกลับมายังบล็อกและเว็บไซต์ ช่วยให้มีผู้อ่านบทความมากขึ้นและเป็นการทำ SEO ให้ทาง Google จัดอันดับของเว็บให้ดีขึ้นอีกด้วย

คุณภาพของคอนเทนต์เป็นหัวใจสำคัญ

Facebook กับ SEO เกี่ยวข้องกันหรือไม่

ปัจจุบันรูปแบบการทำ SEOดูจะยากและมีหลายวิธีที่ทำให้หลายๆคนประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เพราะปัจจัยในการทำ SEO มันมีความหลากหลาย Facebook ก็คือหนึ่งในนั้น หากเป็นการทำ SEO ในสายการขาย การตลาด เช่น เว็บขายสินค้าและอื่นๆ แน่นอนว่าการโปรโมทให้คนรู้จักเว็บไซด์คือสิ่งสำคัญ และการเข้าถึงผู้คนได้มากก็มีผลกับการค้นหา และการทำให้อันดับ SEO ของเว็บนั้นๆดีเช่นติดหน้าหนึ่งของ Google เป็นต้น

SEO-LOGO

แน่นอนว่าปัจจุบันการทำการตลาดหรือใช้ facebook

เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการทำ SEO มันยากขึ้นแต่มันก็ยังมีความสำคัญในการโปรโมท เพราะทุกวันนี้หากอยากให้คนรู้จักเว็บไซด์ของเราได้ไวที่สุด ง่ายที่สุด ลงทุนน้อยทีสุด นั่นคือ Facebook และ line แต่ส่วนใหญ่ก็เลือก Facebook เป็นอันดับแรกเพราะเข้าถึงคนง่ายที่สุด สะดวกที่สุด SEOกับFACEBOOK แต่ปัจจุบันการโปรโมทต่างๆบน Facebook ดูจะยากขึ้นทุกทีเพราะระบบของมันมีการปรับโน่นนี่หลายอย่างทำให้การทำการตลาดหรือสื่อสารด้านการค้าบน Facebook เป็นเรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องเป็นเว็บเทาๆ ก็อาจโดน Facebook แบนยูสเซอร์ แบนเพจ หรือกลุ่มที่เราทำไว้โปรโมทได้เหมือนกัน และมันส่งผลกับ SEO เพราะหากคนไม่เข้าเว็บอันดับก็ไม่ขึ้น การค้นหาตามคีย์ที่เราต้องการจะไม่มีเว็บของเราขึ้นหน้าแรกๆหรืออันดับต้นๆ ทีนี้ใครที่ว่าไม่เกี่ยวก็คงคิดว่ามันเกี่ยวกันแล้วใช่ไหมสำหรับ Facebook กับ SEO แม้จะส่วนน้อยก็ตามแต่มันคือช่องทางการโปรโมทที่ดีที่สุดที่เราจะหาได้ในตอนนี้

SEO-LOGO

แม้ว่าการทำ SEO

จะมีเทคนิคที่หลากหลายแต่หากขาดการโปรโมทเข้าถึงผู้คนกลุ่มเป้าหมายก็อาจทำให้ไม่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แม้ว่าเว็บเราจะมีคุณภาพ มีคอนเทนต์ดีๆ มีการทำ BL ที่เกิดผล โดเมนมีค่าดีๆ แต่หากไม่มีการโปรโมทสิ่งทีทำมาก็ไม่ได้อะไรเหมือนกัน เพราะมีลูกค้าบางกลุ่มสนใจยอดวิวมากกว่าการติดอันดับในหน้าแรกของ Google เขาไม่สนว่าคุณจะทำเก่งแค่ไหน แต่หากยอดวิวเข้าเว็บน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้มันก็เหมือนเราทำ SEO ไม่สำเร็จเพราะจำนวนคลิ๊กไม่เกิด นั่นคือปัญหาที่คนทำ SEO ส่วนใหญ่จะเจอและที่ตามมาคือมันมักอิงกับยอดต่างๆที่ลูกค้าต้องการด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติด AD สร้างรายได้หรือการขายสินค้าของเขา และปัญหาเหล่านี้ก็เหมือนปัญหาโลกแตกแก้ไม่จบเพราะลูกค้าไม่เข้าใจ และที่นี่คือส่วนมากการโปรโมทก็มักมาคู่กับการทำ SEO ด้วยในปัจจุบันดังนั้น Facebook กับ SEO มันก็เหมือนถูกโยงเป็นส่วนหนึ่งด้วยกันนั่นเอง