แนะนำเทคนิคการเขียน SEO เบื้องต้น ที่ใครก็ทำได้

แนะนำเทคนิคการเขียน SEO เบื้องต้น ที่ใครก็ทำได้

การเขียนบทความหรือคอนเทนต์ SEO นั้น ย่อมแตกต่างไปจากการเขียนบทความทั่วไป เนื่องจาก SEO จำเป็นต้องคำนึงถึง Keyword หรือคำสำคัญที่เราต้องการจะใช้ ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้าระดับหนึ่ง อีกทั้งยังต้องใช้ประสบการณ์พอสมควรในการดันให้บทความหรือคอนเทนต์ SEO นั้น ๆ ขึ้นไปติดหน้าแรก ๆ ในการค้นหาของ Google แต่ขอเพียงหมั่นฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากขึ้น การทำ SEO ให้ได้ผลดีก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป อย่างที่เราจะมาแนะนำ เทคนิคการเขียน SEO เบื้องต้นที่ใครก็ทำได้

1) วางแผนก่อนเขียนด้วยการทำ Keyword Research
การทำ Keyword Research หรือการวางแผนการใช้คำสำคัญ​คือกระบวนการแรกที่ควรทำก่อนจะลงมือเขียนอะไร เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้คำสำคัญหรือคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งาน Search Engine ให้ความสนใจหรือมีการค้นหาเป็นจำนวนมาก โดยเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยเราได้ คือ Google Keywords Planner, Ubersuggest และ Moz ส่วนใครที่เริ่มมีประสบการณ์ทำ SEO มากหน่อยก็สามารถขยับไปใช้ซอฟท์แวร์ระดับมือโปรอย่าง Ahrefs, Mangool, Semrush ที่ช่วยให้เราสามารถเลือกใช้คีย์เวิร์ดได้อย่างเหมาะสม

2) ใช้คีย์เวิร์ดให้ถูกที่ถูกเวลา
หลายคนที่เพิ่งหัดเขียนคอนเทนต์ SEO มักจะเข้าใจว่าการใส่คีย์เวิร์ดให้เยอะที่สุดจะยิ่งช่วยดันให้บทความหรือคอนเทนต์ของเราไปติดอันดับได้ง่าย แต่ความจริงแล้วผิดถนัด เนื่องจากการใช้คีย์เวิร์ดที่ล้นเกินไปหรือผิดธรรมชาติไม่สอดคล้องกับบริบท มีโอกาสที่ระบบอัลกอริทึมจะมองว่าคอนเทนต์ของเราเป็นสแปม (Spam) จนอาจถูกปิดกั้นการเข้าถึงได้ ดังนั้น การใช้ คียเวิร์ด จึงควรเน้นที่จุดสำคัญอย่างชื่อเรื่อง (Title), ชื่อหัวข้อย่อย (H1, H2, H3…), คำอธิบายอย่างย่อ (Meta Description) และใช้กระจายในเนื้อหาอย่างเหมาะสม เป็นธรรมชาติ

3) อย่าลืมใช้คีย์เวิร์ดใกล้เคียงตามความเหมาะสม
หากจำเป็นต้องใช้ คีย์เวิร์ดซ้ำกันมาก ๆ จนทำให้บทความหรือคอนเทนต์ของเรามีคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ เยอะเกินไป เราก็สามารถเลี่ยงได้ไม่ยากโดยการใช้คีย์เวิร์ดใกล้เคียงเช่น คีย์เวิร์ดคำว่าการดูหนังเราก็อาจเลี่ยงไปใช้คำใกล้เคียงอย่างการดูภาพยนตร์ซึ่งช่วยให้บทความของเราดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้คำซ้ำ ๆ จนเกินความจำเป็นนั่นเอง

4) เขียนให้รู้เรื่องและน่าอ่าน
การพัฒนาสกิลด้านการเขียนนั้น จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์ โดยเฉพาะการเขียนให้อ่านรู้เรื่องแถมยังมีความลื่นไหลน่าติดตามนั้น สำคัญพอ ๆ กับการเลือกใช้คีย์เวิร์ดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ ยิ่งเราเขียนได้ลื่นไหลน่าอ่านมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลต่อการแชร์และการไลค์ของคนในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอัลกอริทึมของ Google ให้ความสำคัญกับกระแสความสนใจในโซเชียลมีเดียอย่างมาก ดังนั้น ยิ่งมีคนแชร์หรือโพสต์อะไรเกี่ยวกับคอนเทนต์ของเรามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสติดหน้าแรก ๆ ของ Google มากเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการเขียน SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้น ยังมีกลเม็ดเด็ดพรายอีกมากมายที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน แต่สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มเขียนเนื้อหาเพื่อ​ SEO ทั้ง 4 ข้อที่เรายกมาแนะนำเป็นเทคนิคพื้นฐานที่ควรเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อต่อยอดไปสู่การเขียนเนื้อหาเพื่อ SEO ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

3 เทรนด์ SEO มาแรงปี 2020

3 เทรนด์ SEO มาแรงปี 2020

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital Marketing หรือการตลาดดิจิทัลอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าระบบดิจิทัลและเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค ต่างเริ่มมีอิทธิพลต่อการทำงานและชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น เพื่อให้ชีวิตและธุรกิจเดินหน้าไปต่ออย่างทันยุคทันสมัย เราควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3 เทรนด์ SEO การตลาดบนโลกออนไลน์ ซึ่งกำลังมาแรงในปี 2020 นี้คืออะไร และมีวิธีเข้าถึงได้อย่างไร

1.Featured Snippets ในยุคที่การทำธุรกิจออนไลน์มีการแข่งขันที่สูงมากขึ้นเป็นทวีคูณ แทบจะทุกเพจต้องปรับตัวทำการไลฟ์สด ลดกระหน่ำ จนลูกค้าเลื่อนดูตามแทบไม่ทัน แถมด้วยการทำSEO ในแบบใหม่ ๆ ซึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปีนี้นั้นคือการเพิ่ม SEO ให้เว็บไซต์นั้นดูดีด้วย Featured Snippets (ฟีเจอร์สนิปเพท) เจ้าFeatured Snippets ที่ว่านี้คือ กรอบสี่เหลี่ยมที่แสดงให้เห็นหลังจากที่เราพิมพ์คำค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่สนใจลงไปใน Google และคำตอบเหล่านั้นเองที่ Google ได้ทำการประมวลผลจากข้อมูลโดยเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก โดย Featured Snippet จะแสดงผลอย่างรวดเร็วต่อคำถามที่เราค้นหาว่า สิ่งนี้คืออะไร มีความหมายว่าอะไร หรือทำอย่างไร ทำให้ Featured Snippet ได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยให้การเติบโตของเว็บไซต์ทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการโปรโมท ซึ่งมีหลักการดังนี้

  • เขียนบทความที่แสดงถึงคำตอบและสรุปเนื้อหาได้อย่างชัดเจนภายในย่อหน้าแรก
  • จัดโครงสร้างของเว็บไซต์ โดยการใส่ Headline เรียงลำดับโครงสร้าง เพื่อให้ Google ทำการค้นหาได้ง่ายและเข้าไปดึงข้อมูลจากเว็บไซต์เพื่อนำมาแสดงผลได้ถูกต้อง
  • จัดโครงสร้างเนื้อหาอย่างมีลำดับขั้นตอน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำไปใช้เป็น Featured Snippets

2.Voice Search ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบ AI ของ Google เพื่อช่วยให้เข้าถึงภาษาต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากสถิติข้อมูลการใช้งานพบว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการ Voice Search เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการเขียนเนื้อหาหรือ Content ในรูปแบบการสร้างบทสนทนา ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เว็บไซต์ถูกดึงข้อมูลไปใช้ และมีการค้นคว้าเชื่อมโยงกับเว็บไซต์มากขึ้น

3.WebP คือไฟล์ภาพที่ Google พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของแอนดรอยด์และ Google ข้อดีของไฟล์สกุล WebP คือขนาดภาพที่เล็กกว่าไฟล์ชนิดอื่น ๆ มีคุณภาพเทียบกับสกุล JPEG แต่มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า PNG สามารถทำภาพ Animation แบบ GIF ได้ แต่พิเศษกว่าตรงที่มีจำนวนสีมากถึง 24 bit ซึ่งช่วยให้ WebP มีสีสันเสมือนจริงทั้ง ๆ ที่มีขนาดไฟล์เล็กมาก คุณสมบัตินี้จึงช่วยให้สามารถโหลดเนื้อหาและรูปภาพหรือวิดีโอประกอบเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกของการตลาดยุคดิจิทัล เพียงเราเปิดกว้างพร้อมเรียนรู้วิทยาการความก้าวหน้าใหม่ ๆ เราก็จะสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของเทรนด์ SEO ใหม่ ๆ ที่กำลังมาแรง เพื่อประโยชน์ในการทำการตลาดแบบดิจิทัลให้ทันกระแสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างทำ SEO

สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างทำ SEO

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น และได้ส่วนแบ่งการตลาดที่สูงขึ้นในระยะยาว การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามระบบที่ Google ได้ให้แนวทางไว้ เป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาและความตั้งใจสม่ำเสมอ มิฉะนั้นอันดับก็จะไม่สามารถอยู่ในระดับ Top 5 Top 10 ได้นาน

  • เลือกจากราคา หรือ คุณภาพ?

บริษัทรับทำ SEO ที่มีผู้เชี่ยวชาญรวมตัวกันเป็นทีม จึงเปิดตัวเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าของกิจการธุรกิจออนไลน์ โดยเรียกค่าใช้จ่ายเป็นแพ็กเกจรายเดือน การจ้างบริษัททำ SEO ที่ดี เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากพอ ๆ กับการเลือกบริษัททำเว็บไซต์ออนไลน์ ควรคัดเลือกที่คุณภาพมากกว่าราคา เนื่องจากการแข่งขันในโลกธุรกิจออนไลน์มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในทุกปี

  • ผลงานและความน่าเชื่อถือ

การทำ SEO ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตบทความที่มีคำสำคัญตรงกับการค้นหาของลูกค้าเป้าหมาย การทำคลิปวิดีโอที่ดึงดูดความสนใจผู้คน การพัฒนาโครงสร้างความสวยงามของเว็บไซต์ให้ผู้บริโภคใช้งานง่าย ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ว่าจ้างควรศึกษาผลงานย้อนหลังหรือผลรีวิวต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบก่อนเลือกจ้างบริษัทที่ดีที่สุด

  • การรับประกันอันดับในผลการค้นหา

ข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่ง คือ บริษัทรับทำ SEO ที่ดี จะไม่การันตีผลเลิศเกินไป โอกาสที่จะได้อันดับ Top 1 จากการจ้างทำตลอดเวลาเป็นเรื่องยาก เพราะระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลมีการสะสมข้อมูลเป็นระยะ ความเป็นไปได้สูงคือ อยู่ในอันดับติดหนึ่งในสาม หรือ top3 เท่านั้น วิธีที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณก่อนจ้างคือ เลือกบริษัทที่มีการรับประกันผลการทำอันดับ SEO ว่าต้องดีขึ้นตามแพ็กเกจที่เลือก หากทำไม่ได้จะมีการชดเชยค่าเสียหายให้ อย่างไรก็ตาม การสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าและจำนวนคู่แข่ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาความเสี่ยงนี้ จึงควรเลือกจ้างงานอย่างพิถีพิถันอยู่เสมอ

  • ค่าใช้จ่าย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ SEO โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ 5,000 บาทต่อเดือน กรณีที่การันตีผลลัพธ์อันดับ Top 10 แต่ถ้าอันดับท็อป 3 ก็จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 50,000 บาทต่อเดือน เห็นได้ว่ายิ่งอันดับที่คาดหวังเป็นอันดับสูง ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ keyword ที่ใช้ด้วยว่ามีอัตราการแข่งขันสูงหรือไม่ ซึ่งทางบริษัทจะต้องทำใบเสนอราคาเพื่อให้เจ้าของธุรกิจได้พิจารณาก่อนการทำสัญญาจ้างงาน

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ควรรู้ก่อนจ้างบริษัททำ SEO มีอยู่หลายประการ หากคุณรู้หลักการในการทำ SEO แล้ว ก็สามารถทำด้วยตัวเองได้ แต่หากไม่มีเวลา ก็แนะนำให้เลือกจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพ โดยคำนึงถึงประเด็นที่กล่าวมา เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างดียิ่งขึ้น