มือใหม่ขายของออนไลน์รู้จัก SEO ดีหรือยัง

มือใหม่ขายของออนไลน์รู้จัก SEO ดีหรือยัง

การขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่สะดวกและง่ายในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายจำนวนมากในยุคปัจจุบัน เนื่องจากทุกคนมีการพกพาโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการสั่งซื้อสินค้าต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นักธุรกิจมือใหม่ในวงการสินค้าออนไลน์ที่ต้องการประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ควรจะรู้จักเทคนิคการตลาด SEO เพื่อใช้พัฒนาเว็บไซต์ให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ดีขึ้น

SEO พื้นฐานของการสร้างแบรนด์

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นับว่าเป็นพื้นฐานในการสร้างรากฐานของแบรนด์ยุคใหม่ให้ยั่งยืน เนื่องจาก Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google มีการตั้งหลักเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งจะถูกประมวลวิเคราะห์ด้วยระบบ Algorithm ของ AI อัจฉริยะ ว่ามีคุณภาพเพียงพอที่จะนำเสนอสู่สายตาผู้ใช้ผู้ใช้บริการ Search Engine เหล่านั้นหรือไม่

หากเว็บไซต์ใด มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับที่ Yahoo, Google และ Bing กำหนด ก็จะมีอันดับ SEO ที่สูง ทำให้ถูกแสดงในลำดับต้น ๆ ของหน้าแรกผลการค้นหา ซึ่งมีการวิจัยว่าสัมพันธ์กับยอดการสั่งซื้อ และการกลับมาซื้อซ้ำอีก ซึ่งย่อมส่งผลให้ธุรกิจออนไลน์ของแบรนด์ที่อยู่ลำดับต้น ๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว

การทำ SEO ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ keyword SEO เพื่อนำมาเขียนบทความหรือผลิตสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมการขาย การใช้ Keyword ที่สั้นเกินไปหรือ Mass Keyword จะไม่สามารถสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีเท่ากับ Niche Keyword

ตัวอย่างเช่น หากใช้ Keyword ว่า “รองเท้ากีฬา” (Mass Keyword) แทนที่จะใช้คำว่า “รองเท้าวิ่ง ผู้หญิง ยี่ห้อ ไนกี้ รุ่น” (Niche Keyword) จะทำให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงรักสุขภาพได้ เปอร์เซ็นต์ที่จะขายได้ก็จะน้อยลง

กูรูการตลาดแนะนำให้ผู้เริ่มทำเว็บไซต์ออนไลน์ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณา ศึกษาการทำ SEO ด้วยตัวเอง เพราะทำให้ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่โฆษณาใด ๆ ให้แก่ Search Engine เพียงรักษามาตรฐานของคุณภาพบทความ SEO และมีความสม่ำเสมอในการอัปเดตข้อมูล ก็จะทำให้มีอันดับ SEO ที่สูงขึ้น มีศักยภาพในการแข่งขันเท่ากับร้านค้าออนไลน์ที่เปิดมาก่อนได้

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการทำ SEO คือ ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะธุรกิจที่มีอัตราการแข่งขันกันสูง เช่น ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว มักจะต้องใช้เวลาเห็นผล 6 เดือนถึง 1 ปี

ดังนั้น หากต้องการเพิ่มยอดการขายแบบเร่งด่วน เช่น จัดโปรโมชั่น นำเสนอสินค้ารุ่นใหม่ กระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาล เช่น วันปีใหม่ วันคริสต์มาส ฯลฯ ก็ต้องเรียนรู้วิธีประชาสัมพันธ์แบบอื่นด้วย เช่น วิธี SEM (Search Engine Marketing) ที่ต้องซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine

การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคที่ที่มือใหม่ขายของออนไลน์ควรเร่งศึกษาและนำไปปรับใช้ จะช่วยยกระดับคุณภาพของเว็บไซต์ให้ถูกวิเคราะห์ด้วย AI ได้ผลอันดับที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ร่วมกับขยายฐานลูกค้าไปพร้อมกัน

SEO พื้นฐานของการสร้างแบรนด์

ทำ SEO ให้เว็บไซต์ในยุคปัจจุบัน

การทำเว็บไซต์ SEO ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อย่างไร

การทำเว็บไซต์ ขายสินค้าออนไลน์ โดยทั่วไปต้องมีการลงทุนในส่วนของการผลิตและโปรโมทสินค้าอยู่แล้ว ซึ่งหากคุณต้องการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ โดยควบคุมให้ค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาน้อยที่สุด เราแนะนำให้ทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพราะเป็นเทคนิคที่เพิ่มทั้งในส่วนของยอดขายและการสร้างฐานลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน โดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้แก่ Search Engine อย่าง Yahoo, Bing และ Google แม้แต่บาทเดียว

ทั้งนี้ นักธุรกิจหลายท่าน อาจคุ้นเคยกับการประมูลพื้นที่โฆษณา ที่เรียกว่า SEM หรือ Search Engine Marketing รวมถึงการโปรโมทผ่านช่องทาง Facebook หรือ Instagram ซึ่งต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายตามวงเงินที่กำหนดให้แก่แพลตฟอร์มนั้น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแนะนำว่า หากคุณต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายทางการโปรโมทให้ได้มากที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำ SEO ให้เว็บไซต์ในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งการทำ SEO ที่สมบูรณ์ จะครอบคลุมในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

การทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามดึงดูดลูกค้าและมีเอกลักษณ์ของสี ตัวอักษร โลโก้ ฯลฯ

เว็บไซต์ต้องใช้งานง่าย มีความเป็นมิตรกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งการใช้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและระบบโทรศัพท์มือถือที่พกพาได้ทุกที่

การผลิตบทความ SEO ต้องน่าสนใจ ให้สาระที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน

ใช้ Keyword SEO ที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น คุณเป็นบริษัทนำเข้ารองเท้ากีฬาสตรี ก็ควรใช้ Keyword “รองเท้ากีฬาสตรี ยี่ห้อ รุ่น” จึงจะตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่ต้องการสินค้าแบรนด์และรุ่นนั้น

การเชื่อมโยงลิงค์ภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ เช่น คุณขายสินค้าจำพวกรองเท้าวิ่ง ก็ควรไปอยู่ในกลุ่ม Facebook ผู้รักสุขภาพ หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพื่อแนะนำเทคนิคการปฏิบัติตัวสำหรับลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง และการเลือกรองเท้าวิ่งที่มีคุณภาพ ฯลฯ

หากมีผู้ที่สนใจการเลือกรองเท้าวิ่ง คุณก็สามารถที่จะแนะนำและให้ลิงค์ของเว็บไซต์คุณ เพื่อให้เกิดการคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ ดูแคตาล็อกสินค้า รวมถึงสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์คุณได้

เทคนิคนี้เป็นที่นิยมมากทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะแสดงถึงความจริงใจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไม่เป็น Hard Sale ซึ่งทำให้ลูกค้าจำนวนมากกังวลว่าอาจจะถูกยัดเยียดขายสินค้าในสรรพคุณที่เกินจริง

การทำ SEO ให้เว็บไซต์ สามารถทำการศึกษาได้ด้วยตัวเองผ่านหนังสือ คลิปสอนต่าง ๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง (ระยะเวลา 3 เดือนถึง 1 ปี) ในการทำให้มีข้อมูลในระบบให้ AI อัจฉริยะของ Search Engine วิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์

แต่การันตีได้ว่า การทำ SEO อย่างรอบด้านที่กล่าวมาอย่างสม่ำเสมอ คุณจะเห็นผลทั้งยอดขายและมีลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาให้ผู้ใด

การทำเว็บไซต์ SEO ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อย่างไร

ข้อดีของการเป็นเว็บไซต์ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ทำ SEO แล้วรุ่ง

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งเว็บไซต์ของบริษัทขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต่างล้วนได้ประโยชน์ทั้งด้านยอดขายและจำนวนลูกค้าที่มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากที่ทำเว็บไซต์ขนาดเล็ก อาจมีความกังวลว่าจะสามารถแข่งขันกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้อย่างไร

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อดีที่เว็บไซต์รายย่อยมี หากทำ SEO แล้วจะรุ่ง เพื่อเสริมความมั่นใจให้นักธุรกิจหน้าใหม่หรือรายเล็กหันมาพัฒนา SEO ให้กับเว็บไซต์มากขึ้น

1. เป็นเว็บไซต์ขนาดเล็ก มีการมีความยืดหยุ่นในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมากกว่าเว็บไซต์ขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ รอการอนุมัติอีกหลายขั้นตอน เว็บไซต์ขนาดเล็กที่พร้อมปรับปรุงเว็บไซต์ตามหลัก SEO ตลอดเวลา จึงมีผลดีต่อการเปลี่ยนแปลงของอันดับ SEO ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

2. การใช้ Keyword ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น สำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็ก สามารถปรับเปลี่ยน Keyword จากทั่วไปที่เป็นคำสั้น ๆ มาเป็นวลีที่มีความยาว ซึ่งจะตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากแนวคิดของบริษัทเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่เน้นขายสินค้าเพื่อคนส่วนใหญ่ จึงมักใช้ Keyword กว้าง การใช้ Keyword ที่เหมาะสมและตรงกับการสืบค้นของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง จึงทำให้มีเปอร์เซ็นต์การขายได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน

3. ผลิตบทความคุณภาพได้หลากหลายแนว มีความทันสมัยและดึงดูดใจได้มากกว่า เพราะสามารถที่จะเขียนด้วยตัวเองหรือเลือก Freelance ที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเลือกทีมผลิตสื่อภาพ เสียงและคลิปวีดีโอประกอบในเว็บไซต์ ที่นักธุรกิจรายเล็กสามารถที่จะเลือกทีมงานได้ง่าย ๆ โดยดูจากผลงานที่ตรงใจ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติหรือประชุมอีกหลายขั้นตอน

4. การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ผ่านการพูดคุยในห้องพันทิปหรือ Facebook สามารถทำได้ด้วยตัวนักธุรกิจผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์เอง สร้างภาพลักษณ์ที่จริงใจและเป็นกันเอง จึงมีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากกว่าการประชาสัมพันธ์แบบเป็นกิจจะลักษณะทางสื่อโฆษณาที่เน้นการเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่

5. การเลือกหรือปรับเปลี่ยน Web Hosting ที่เหมาะสม ผู้ทำเว็บไซต์รายย่อยสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดปัญหาเว็บไซต์ล่ม หรือใช้เวลาดาวน์โหลดข้อมูลนานจนเสียลูกค้าให้ผู้ประกอบการรายอื่น ต่างจากเว็บไซต์บริษัทใหญ่ที่ต้องรอการแก้ไขและพิจารณาหลายขั้นตอนกว่าจะได้ข้อสรุป

จากข้อดีของเว็บไซต์ขนาดเล็กที่กล่าวมา นับว่าเป็นจุดเด่นที่หากนำไปประยุกต์ใช้และมีการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักธุรกิจรายย่อยทุกกลุ่มสินค้ามีอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจได้ดีขึ้น ขอเพียงมีความสม่ำเสมอในการพัฒนาเว็บไซต์และหมั่นอัปเดตสาระใหม่ ๆ เป็นประจำ ก็จะทำให้มียอดขายและจำนวนลูกค้าใกล้เคียงกับเว็บไซต์ธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน

ข้อดีของการเป็นเว็บไซต์ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ทำ SEO แล้วรุ่ง

อุปสรรคสำคัญในการทำ SEO

อุปสรรคสำคัญในการทำ SEO

สิ่งที่มักจะเป็นปัญหาในการทำ SEO นั้น มักจะเป็นการที่ข้อมูลสร้างขึ้นเข้าไม่ถึงกลุ่มคนที่ต้องการเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้มาตรฐานที่ Google กำหนด ทำให้ไม่ติดหน้าแรกเพราะขาดองค์ประกอบหลายอย่างที่จะทำให้บทความนั้นสมบูรณ์ ดังนั้นก่อนที่จะทำระบบ SEO จะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อนเริ่มจากกลุ่มลูกค้า ต่อมาคือ ระบบการทำงานของ SEO ซึ่งอุปสรรคปัญหาที่มักจะพบบ่อยมีดังต่อไปนี้

ข้อมูลที่เขียนเป็นข้อมูลซ้ำ

ข้อมูลซ้ำเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าหลายครั้งด้วยกันที่โลกนี้ไม่ได้มีเรื่องราวใหม่เกิดขึ้นมากนัก เราเพียงนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ให้เข้ากับผู้คนสถานการณ์ตามความต้องการและการใช้งาน สิ่งที่คนเราทำได้นั้นคือการใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อให้เกิดความแตกต่างเฉพาะตัว

ขาดชื่อเรื่องและคำอธิบาย (Title tag and Description)

การที่ทำข้อมูลขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) จากนั้น AI จะทำการประมวลผลและ AI จะเข้าใจได้เมื่อมีคำอธิบายขยายความ ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสื่อสารแบบคอนเทนต์คือ การมีหัวข้อที่ดีตามด้วยคำอธิบายสิ่งที่ต้องการสื่อสารเพื่อให้เป็นคอนเทนต์ที่สมบูรณ์และ รองรับฐานข้อมูลที่ Google ต้องการ

ลิงก์เสีย (Broken URLs)

หากเว็บไซต์ใดที่ขาดการอัพเดทข้อมูลเป็นเวลานาน เว็บไซต์นั้นอาจมีผลกระทบต่อการค้นหาของ Google ดังนั้นจะต้องทำการอัพเดทและพัฒนาข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องในการค้นหาข้อมูลซึ่งลิงก์เสียนั้นจะทำให้การค้นหาหายไปไม่สามารถค้นหาได้เกิดจากการที่เว็บไซต์มีปัญหา

ไม่ติดหน้าแรกในการค้นหา

การที่ไม่ติดหน้าแรกในการค้นหา ก็จะทำให้ข้อมูลนั้นไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารได้ ผู้พัฒนาจะต้องทำการศึกษาระบบการทำ SEO การทำการตลาดการปรับแต่งเว็บไซต์การทำให้ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ได้มาตรฐานเป็นประโยชน์มากขึ้น โดยจะต้องอาศัยการทำคีย์เวิร์ดเข้ามาช่วยให้การค้นหานั้นง่ายขึ้น

เกิดจาก Flash ที่ใช้ในการทำเว็บ

ปัจจุบัน การใช้ Flash ในการทำเว็บนั้นไม่เหมาะในการทำ SEO แล้วเนื่องจากในการ Search Engine ไม่สามารถที่จะทำการบันทึกข้อมูล แม้ว่าการใช้ Flash จะมีการพัฒนามากมายก็ตาม แต่ก็ยังมีเทคนิคอื่นที่สามารถใช้แทนได้และหากเว็บไซต์นั้นเป็นเว็บไซต์ที่น่าสนใจมากพอก็จะง่ายในการทำ SEO ดังนั้นสิ่งสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์และการสร้างความแตกต่างนั่นเอง

ระบบการทำงานของ SEO

จากการทำ SEO มีองค์ประกอบมากมายด้วยกัน ผู้พัฒนาจะต้องรู้สิ่งที่เป็นอุปสรรคเพื่อรับมือและปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์การใช้งานที่เปลี่ยนไปของระบบการทำ SEO ทั้งนี้การป้อนข้อมูลระบบที่เชื่อมต่อกับ Google เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างคอนเทนต์คือ การสร้างข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมเว็บไซต์ มีหัวข้อพร้อมคำอธิบายที่ตรงประเด็น

กลยุทธ์การคิดต่าง ทำ SEO สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น

กลยุทธ์การคิดต่าง ทำ SEO สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น

โลกธุรกิจยุคปัจจุบันแข่งขันกันลำบากขึ้นทุกที ต้องงัดกลยุทธ์แย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่งมาเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องรัดเข็มขัดประหยัดต้นทุนกันสุดฤทธิ์ เรื่องที่จะทุ่มงบประมาณโฆษณาก้อนใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ดูแล้วไม่คุ้มค่า ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่จำเป็นต้องมองหาความแตกต่างเพื่อให้แบรนด์ตนเองโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมาก การทำ SEO จึงต้องอัดความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในการทำตลาดออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการเขียนคอนเทนต์หรือการออกแบบเว็บไซต์ ทำให้คนสนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บมากขึ้นและให้ผลลัพธ์ในการค้นหาทาง Google ได้อันดับดีที่สุด

กลยุทธ์แรกคือการคิดต่างในเรื่องคีย์เวิร์ด

ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในบทความ แน่นอนว่าเนื้อหาของบทความต้องเขียนดีมีคุณภาพ แต่คีย์เวิร์ดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนการค้นหาง่ายและรวดเร็ว คนส่วนใหญ่จะเริ่มจากคีย์เวิร์ดง่าย ๆ เช่น “โทรศัพท์มือถือ” แต่การคิดต่างในเรื่องคำจะช่วยให้ได้ลูกค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เช่น “สมาร์ทโฟน มือสอง” “สมาร์ทโฟน มือสอง ราคาถูก” “สมาร์ทโฟน ราคา ถูก” ผู้เชี่ยวชาญการตลาดจะรู้ว่าคำเหล่านี้จะให้ผลลัพธ์การค้นหาที่แตกต่างออกไป เป็นการแสดงจุดยืนของตนเองเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมเว็บและมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อง่าย บางครั้งลูกค้าไม่รู้ว่าจะมองหาอะไร การคิดคีย์เวิร์ดไว้หลายแบบจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าพบทางเลือกที่ตนพอใจ

กลยุทธ์ที่สองคือการใช้สื่อโฆษณาแบบผสมผสาน

การทำเว็บไซต์อาจต้องปรับรูปแบบใหม่ ซึ่งปกติการทำเว็บจะยึดหลักความน่าเชื่อถือและใช้รูปแบบการเขียนที่เป็นทางการ เนื้อหาบทความมีประโยชน์และค่อนข้างยาว ซึ่งไม่รองการอ่านบนหน้าจอมือถือ การคลิกส่วนขยายเพื่อเปิดเนื้อหาที่ซ่อนไว้อาจไม่ใช่วิธีเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อ่านหนังสือน้อยลง ทางเลือกที่ดีคือสร้างลิงก์กับโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook ที่คนรุ่นใหม่เช็คข้อมูลข่าวสารกันทุกวัน ควรปรับเนื้อหาบทความให้กระชับ ใช้ถ้อยคำที่เป็นกันเอง และชวนอ่านมากขึ้น พร้อมกับใส่ลิงก์ย้อนกลับไปที่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้สนใจจริง ๆ คลิกเข้าไปอ่านเพิ่มเติม สไตล์การเขียนใน Facebook มักจะแปลก ใหม่ ทันสมัย กระตุ้นความสนใจจากลูกค้าได้ดี หากเนื้อหาตรงกับที่ต้องการจะมีกดแชร์แบ่งปันข้อมูลกันอ่านและได้รับความสนใจมากกว่าคู่แข่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำ SEO เพิ่มจำนวนคนเข้าเยี่ยมเว็บไซต์อย่างรวดเร็วกลยุทธ์แรกคือการคิดต่างในเรื่องคีย์เวิร์ด

กลยุทธ์ที่สามคือปรับสไตล์การเขียน

ทุกวันนี้การทำ SEO มีความผิดพลาดบ่อย ๆ เกิดจากความเข้าใจผิดที่ว่าต้องโฟกัสไปที่คีย์เวิร์ด เลือกคำเด็ดโดนใจทำให้คนสนใจคลิกเข้ามาอ่านมาก ซึ่งความจริงแล้วถูกแค่ครึ่งเดียว ส่วนการเขียนเนื้อหาคอนเทนต์มีคุณภาพ น่าอ่าน ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ ก็ถูกแค่ครึ่งเดียวเหมือนกัน ผู้เขียนคอนเทนต์ต้องวิเคราะห์เจาะลึกถึงจุดเด่นของธุรกิจ แสดงจุดแข็งของแบรนด์ มีดีตรงไหน เหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน เพื่อนำมาเขียนด้วยสไตล์ที่แตกต่างจากบทความอื่น ๆ กระตุ้นให้คนสนใจแบรนด์และตัดสินใจซื้อในที่สุด ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์แท้จริงนั่นเอง

ทำไมนักธุรกิจรุ่นใหม่จึงต้องสนใจการทำเว็บไซต์ SEO

ทำไมนักธุรกิจรุ่นใหม่จึงต้องสนใจการทำเว็บไซต์ SEO

เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตเกือบตลอดเวลา ทำให้เกิดความนิยมในการเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ คนรุ่นใหม่ที่สนใจทำธุรกิจทั้งในวัยเรียนและวัยทำงาน จึงต่างพากันเปิดเว็บไซต์ออนไลน์เพื่อสร้างรายได้ การทำ SEO จึงเป็นเทคนิคการตลาดและประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ยุคใหม่ ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคที่นักการตลาดแนะนำว่าเหมาะสำหรับทุกคนและสินค้าทุกประเภท เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงอย่างการโฆษณาหรือ SEM (Search Engine Marketing) โดยมีหลักการให้เน้นที่คุณภาพของเว็บไซต์ เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภคหรือผู้ที่คลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์มากที่สุด ตัวอย่างเช่น

1. การนำ keyword ที่เหมาะสมมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ มีข้อมูลที่ถูกต้องและมีความทันสมัย ไม่มีการลอกเลียนแบบจากที่อื่น จะทำให้ผู้เข้ามาชมรู้สึกประทับใจ คุ้มค่าเวลาและอยากกลับเข้ามาเพื่อหาข้อมูลหรือความรู้ใหม่ ๆ

2. การใช้งานได้ง่าย ทั้งในระบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและระบบโทรศัพท์มือถือ ทำให้สะดวกในการที่จะหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าได้เกือบทุกที่ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการเข้าหาคนรุ่นใหม่ที่ดีที่สุด

3. การเชื่อมโยง Connection กับเว็บไซต์ภายนอก ในลักษณะเป็นพันธมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้มียอดขายดีขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น คุณขายสินค้าที่เกี่ยวกับกล้องดิจิทัล คุณก็สามารถที่จะแลกเปลี่ยนลิงก์หรือร่วมกันประชาสัมพันธ์กับเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเกี่ยวกับปริ้นเตอร์ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เนื่องจากเป็นสินค้าหมวดไอที ที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกัน จะทำให้เกิดความสนุกสนานในการทำงานและได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าในวงกว้างขึ้น

4. การสร้างสื่อมัลติมีเดียโดยอาศัย keyword ที่น่าสนใจ ตรงกับที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายค้นหา หากทำเพจใน Facebook ก็สามารถเช็คได้จากการติด # (hashtag) คู่กับ Keyword ต่าง ๆ หากคำใดมีจำนวนการใช้มาก ก็น่าหยิบยกมาทำคลิปมากกว่าคำที่แทบไม่มีการใช้ # เลย และเมื่อทำคลิปแล้วควรนำไปประชาสัมพันธ์ในห้องแชทหรือเพจต่าง ๆ ด้วย เช่น กลุ่มใน Facebook ที่มีลูกค้ารวมตัวกัน ก็จะยิ่งได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ และมียอดขายเพิ่มมากขึ้นด้วยเทคนิคที่นักการตลาดแนะนำว่าเหมาะสำหรับทุกคน

จะเห็นได้ว่าเทคนิคการทำ SEO ที่กล่าวมาล้วนเป็นกลยุทธ์สมัยใหม่ที่ทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจ ทั้งสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นอย่างเห็นผลได้จริง หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้สนใจการทำธุรกิจยุคใหม่ ให้สร้างเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพ เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เพื่อให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

หลักการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพต้องใช้ง่ายบนมือถือ

หลักการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพต้องใช้ง่ายบนมือถือ

ทุกวันนี้เปอร์เซ็นต์การใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ธุรกิจออนไลน์ต้องออกแบบเว็บไซต์ที่เหมาะกับมือถือ ลองใส่ URL ของหน้าเว็บและคลิกที่มือถือ เป็นการทดสอบง่ายๆ ซึ่งจะเห็นได้ทันทีว่าหน้าเว็บของคุณเหมาะกับอุปกรณ์พกพาหรือไม่ วันหนึ่งจำนวนการใช้มือถือจะแซงหน้าคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป เพราะอย่างนี้การออกแบบหน้าเว็บให้รองรับการใช้งานบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือจึงมีความสำคัญ การออกแบบเว็บไซต์มีคุณภาพสูงแต่ไม่อยู่ในอันดับแรกๆ ของผลการค้นหาก็อาจเป็นเพราะเว็บไซต์ไม่เหมาะกับอุปกรณ์พกพานั่นเอง

เจ้าของธุรกิจ ควรเรียนรู้

เจ้าของธุรกิจควรเรียนรู้วิธีการสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายบนมือถือ ปัญหาเว็บโหลดช้าทำให้ผู้เข้าชมลดลงครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า การอ่านเนื้อหาบนหน้าจอขนาดเล็กก็เช่นกัน ส่งผลให้การเขียนคอนเทนต์ต้องปรับให้กระชับและเข้าใจเนื้อความได้ชัดเจน เนื่องจากหน้าจอเดสก์ท็อปเป็นแนวนอน ส่วนหน้าจอมือถือสูงและแคบจะต้องเลื่อนขึ้นและลง การแทรกรูปภาพและวิดีโอจะต้องไม่ลืมว่าหน้าจอมือถือเป็นอย่างไร ผู้ใช้จะดูเนื้อหาบนหน้าจออย่างไร ด้วยเหตุนี้ การเขียนชื่อเรื่องที่สั้นและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ใช้ศิลปะในการเขียนกระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจอยากรู้และคลิกเข้าอ่านบทความเพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ขณะเดียวกันควรเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงประเด็นที่สุดใส่เข้าไปในชื่อเรื่องและย่อหน้าแรกของบทความ การเพิ่มหัวข้อย่อยเป็นส่วนที่ทำให้หน้าเพจอ่านง่ายขึ้น สามารถใส่คีย์เวิร์ดในหัวข้อย่อยด้วยซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำ SEO เพราะมองเห็นได้ง่าย ทำให้การจัดอันดับหน้าเว็บของ Google สูงขึ้นไปด้วย

นอกจากการปรับปรุงเนื้อหาแล้ว ถ้าจำเป็นอาจต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่เพื่อให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จมากที่สุด นั่นคือเคล็ดลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณสำหรับมือถือ โครงสร้างของเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนจะทำให้โหลดช้า แตกต่างจากการปรับเว็บให้เรียบง่าย แสดงหน้าเว็บเพจต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีแถบนำทางที่ชัดเจนและไม่ทำให้ผู้ใช้สับสน มีความสนใจกับเนื้อหาบทความมากขึ้น แต่ใช้เวลาอ่านน้อยลง ตามปกติผู้ใช้มือถือมักจะไม่อ่านอะไรยาวๆ ยิ่งเขียนเนื้อหากระชับมากเท่าไรยิ่งมีพลังในการจูงใจให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นเท่านั้น

เจ้าของธุรกิจ ควรเรียนรู้

การปรับโครงสร้างเว็บไซต์ต้องงดเว้นไฟล์ภาพหรือวิดีโอขนาดใหญ่ ปรับขนาดภาพให้เหมาะสม โดยสร้างไฟล์ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ภาพยังคมชัดบนทุกขนาดหน้าจอ ผู้ใช้ดาวน์โหลดไฟล์เปิดดูง่ายและเร็ว ตรวจสอบไฟล์วิดีโอให้แน่ใจว่าเหมาะกับมือถือ ไม่รู้สึกหงุดหงิดเวลาภาพกระตุกหรือค้าง ทำให้ผู้ใช้เสียเวลาและกดออกจากเว็บไซต์ไป เว็บไซต์ที่โหลดหน้าเว็บได้เร็วขึ้นจะมีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเว็บไซต์ เพราะเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นประโยชน์ต่อผู้ค้นหา บรรดาผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเข้าใจรวดเร็วว่าเว็บไซต์ตอบสนองข้อมูลที่ต้องการ ทำให้จำนวนผู้เข้าชมมากขึ้น และยังส่งผลต่อการจัดอันดับที่ดีได้อย่างแน่นอน

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับดี

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทุกเว็บไซต์จะมีการวิเคราะห์จากระบบคอมพิวเตอร์ในยาฮู กูเกิ้ล เพื่อการจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้น ถ้าได้อันดับดี ก็จะมีความน่าเชื่อถือสูงและทำให้มีลูกค้ามากขึ้น

การทำบทความ SEO ที่ให้ข้อมูลถูกต้องและทันสมัย จะช่วยให้อันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น ซึ่งควรมีหลักการในการเขียน ดังนี้

1. ไม่ควรคัดลอกเนื้อหา เพราะระบบมีการตรวจจับ Plagiarism และควรเลือก Keyword ที่เหมาะสม จากการหาใน Yahoo search และ Google Search และไม่ควรจะใส่ Keyword เกินกว่า 2-3 ครั้งในหนึ่งบทความ และต้องเขียนให้กระจายทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ Algorithm วิเคราะห์ว่าเป็นบทความ Spam ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับต่ำลง

2. ความยาวเนื้อหาในบทความ ไม่ควรต่ำกว่า 300 คำขึ้นไป ถ้ามีความยาวถึง 1000 คำได้ ก็จะยิ่งดี เพราะสามารถใส่คีย์เวิร์ดและเขียนเนื้อหาที่น่าสนใจได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ที่อ่านบทความได้ประโยชน์มากขึ้น

3. เพิ่มการใส่รูป 3-4 รูป ขึ้นไป จะช่วยให้ได้รับความสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ ก็ควรทำวีดีโอที่ใช้ในการกระตุ้นการขาย โดยควรจะมีแนวทางในการนำเสนอเป็นธีมเดียวกันทั้งเว็บไซต์ จะทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้น และเพิ่มอันดับให้ดีขึ้นจากการเก็บสถิติเวลาดูคลิปของระบบ AI

4. เลือกภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น เว็บไซต์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ควรใช้ภาษาเป็นทางการ เว็บไซต์ขายสินค้าแฟชั่น จะต้องเขียนบทความด้วยภาษาที่สนุกสนาน เป็นต้น

5. Meta-Description เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะถ้าเขียนด้วย Yoast SEO ซึ่งเป็น Plugin ของโปรแกรม Word Press จะมีช่องให้ใส่ Meta Tag เพื่อนำไปแสดงในหน้าการสืบค้น เป็นการบอกให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้ว่าถ้าคลิกเข้ามาในลิงค์แล้วจะเจอกับเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง เป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้บทความมากขึ้น

การทำบทความ SEO พร้อมกับใส่รูปภาพ หรือคลิปวีดีโอ ผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์สามารถทำได้เอง หรืออาจจะเลือกจ้างบริษัททำ SEO ที่มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทำเว็บไซต์ SEO ก็ได้ โดยควรเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ มีตัวอย่างผลงานเขียนบทความ SEO ที่เข้ากับเว็บไซต์ของคุณ หรือเลือกนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ในการเขียนเนื้อหาที่ใส่ Keyword แบบถูกต้องได้

ทั้งนี้ การทำ SEO ต้องใช้เวลาในการสะสมข้อมูลให้ระบบ AI วิเคราะห์ จึงต้องมีการอัพเดตสม่ำเสมอด้วย จึงจะทำให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การสร้างลิงค์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์อื่น ๆ จึงจะทำให้อันดับใน Search Engine ดีขึ้นอย่างยาวนาน

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับ

การทำ SEO จำเป็นไหมสำหรับธุรกิจออนไลน์

การทำ SEO จำเป็นไหมสำหรับธุรกิจออนไลน์

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ได้รับการประชาสัมพันธ์แบบไม่ต้องเสียเงินให้แก่ Search Engine อย่าง Google Yahoo ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมใช้ในการค้นหาสินค้าและบริการทั่วโลกจึงเป็นวิธีที่ได้ผลดีต่อธุรกิจ ที่ผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาดแนะนำให้ทำ

การพัฒนาเว็บไซต์ SEO

ทุกเว็บไซต์ควรทำ SEO เพื่อให้คุณภาพตรงตามข้อกำหนดของ Search Engine ในส่วนต่าง ๆ ได้แก่

– การเขียนบทความ ต้องมี Keywords ที่ตรงกับการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย มีสาระประโยชน์และมีความยาวเหมาะสม

– การอัปเดตเนื้อหาเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ โดยมีเนื้อหาที่ทันสมัยและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

– บทความไม่มีการใช้ Keywords ซ้ำบ่อยจนอ่านไม่รู้เรื่อง หรือเรียกว่า Keyword Stuffing

– มีการทำลิงก์เชื่อมโยงเว็บไซต์จากภายนอก หรือ Backlink เช่น การไปตอบคำถามในห้องแชทต่าง ๆ แล้วมีการแปะลิงก์ไว้เพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์หลักทางธุรกิจของคุณ

การพัฒนาเว็บไซต์ด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมา จะทำให้ระบบ Algorithm ของ Search Engine สามารถวิเคราะห์และประมวลผลได้ง่าย ซึ่งทำให้ผลการจัดอันดับในการสืบค้นนั้นดีขึ้น มีผลดีต่อยอดขายสินค้าและบริการในระยะยาวด้วย

ประโยชน์ที่จะได้จาก SEO

เมื่อทำเว็บไซต์ SEO จะได้ประโยชน์ ดังนี้

1. จะมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์มากขึ้น เพราะได้รับความน่าเชื่อถือในความทันสมัยและภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัท

2. ลูกค้าจะนิยมเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ และนำไปบอกต่อ เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีการปรับปรุงโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ดูสวยงามและใช้งานง่าย จะทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความประทับใจและกลับมาใช้บริการซ้ำอีก

3. การที่ลูกค้าได้ประโยชน์จากการ เข้ามาชมหรืออ่านข้อมูลในเว็บไซต์ จะทำให้เพิ่ม Traffic จากการวิเคราะห์ด้วย Algorithm แล้วทำให้อันดับยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงช่วยเป็นการประหยัดค่าประชาสัมพันธ์หรือลดการจ่ายค่าจ้างทำโฆษณาวิธีอื่น ๆ ได้

4. การที่ทำ SEO จนอันดับสืบค้นดีขึ้น จะเป็นการเพิ่มความโอกาสในการได้รับออเดอร์สั่งซื้อสินค้าและบริการได้จากทั่วประเทศและจากต่างประเทศมากขึ้น

5. เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงระหว่างกันตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะมีโอกาสเห็นเว็บไซต์ SEO ในอันดับบน ๆ สั่งซื้อได้อย่างสะดวก แม้เจ้าของธุรกิจจะไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

จากข้อดีที่กล่าวมา จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาด จึงแนะนำว่าการทำ SEO เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในยุคปัจจุบัน โดยการปรับปรุงทั้งเนื้อหา โครงสร้างและลิงก์ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ก็จะทำให้ใช้เวลาทำ SEO ที่น้อยลงได้

การทำ SEO จำเป็น สำหรับธุรกิจออนไลน์

คนทำเว็บไซต์ SEO 2019 รู้จัก algorithm

คนทำเว็บไซต์ SEO 2019 รู้จัก algorithm ของ Google หรือยัง

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคที่ทำให้เว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ สามารถถูกสืบค้นได้ง่ายยิ่งขึ้นจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่พิมพ์ keyword ลงไปใน search engine ชื่อดังอย่าง Google การทำ SEO จะมีประสิทธิผลเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ Data ที่อัพเดทลงไปในเว็บไซต์ การเชื่อมโยงลิงค์และโครงสร้างของเว็บไซต์คุณที่ต้องมีต้องมีความทันสมัย วิเคราะห์ง่าย ด้วย algorithm เฉพาะตัวของ Google

คนที่จะทำเว็บไซต์ SEO ให้ประสบความสำเร็จในปี 2019 จึงจำเป็นต้องรู้จักกับ algorithm ที่ Google ใช้ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

คนทำเว็บไซต์ SEO 2019 รู้จัก algorithm ของ Google

PANDA แพนด้า

ระบบการประมวลผลที่จะเป็นหาว่าเว็บเพจใดใช้เนื้อหาซ้ำซ้อนหรือ Copy จากเว็บไซต์อื่น รวมถึงการทำ spam keyword คือใส่ keyword ซ้ำโดยไม่จำเป็นจนทำให้ รบกวนสายตาผู้อ่าน ทำให้เนื้อความไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นหากไม่อยากโดนจับได้ด้วย PANDA แล้วทำให้อันดับการสืบค้นต่ำลง ในบทความที่ความยาวประมาณ 1,000 คำ ควรจะมี keyword เดียวที่กระจายอยู่ทั่วไปในบทความ 3-4 ครั้ง เท่านั้น จึงจะไม่ถูกวิเคราะห์ว่าเป็น spam website

PENGUIN เพนกวิน

เป็น algorithm ที่ใช้ตรวจจับลิงค์ภายนอก หรือ Backlink ที่เชื่อมโยงมาสู่เว็บไซต์ SEO ของคุณ หากเป็นลิงก์ที่คุณภาพต่ำไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน ไม่เชื่อมโยงกับ keyword ที่ผู้อ่านใช้สืบค้น ก็จะทำให้อันดับของเว็บไซต์คุณตกลงไปด้วย ทางที่ดีต้องวิเคราะห์คุณภาพของ Backlink ก่อนทำเสมอ ไม่ควรซื้อ Backlink ที่มีคุณภาพต่ำเพียงเพื่อจะเอาปริมาณทำ SEO เท่านั้น

PIRATE โจรสลัด

เป็นระบบที่ใช้ตรวจจับเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น มีบริการให้ดาวน์โหลดฟรีหนัง และเพลงอย่างผิดกฎหมาย หากคุณมีของต้องห้ามละเมิดลิขสิทธิ์ก็จะถูกโจรสลัด AI จัดการอย่างแน่นอน

PIGEON นกพิราบ

เป็น Algorithm ที่ใช้ในการตรวจจับการระบุที่อยู่ของบริษัททางธุรกิจบนเว็บไซต์ออนไลน์ หากมีการระบุไม่ตรงตำแหน่งกัน เช่น บริษัท AAA ในเพจที่ 1 อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ในเพจที่ 2 อยู่ที่เชียงราย อย่างนี้ย่อมไม่น่าเชื่อถือและจะไม่สามารถผ่านหูผ่านตาของนกพิราบ AI  อัจฉริยะนี้ไปได้

FRED เฟรด

คือ ระบบการตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการขายโฆษณามากเกินไป อันสัมพันธ์กับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั้น ๆ FRED จะทำให้ลำดับของเว็บไซต์ที่มี affiliate link ตกไปอยู่อันดับล่าง ๆ ดังนั้นการมีโฆษณาอยู่มากเกินไป จะถูกตรวจเจอด้วย FRED ซึ่งไม่เป็นผลดีกับธุรกิจของคุณแน่นอน

ผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 จึงควรระมัดระวังคุณภาพของ Content และการปรับปรุงส่วนโครงสร้างอื่นๆ ที่เข้าข่ายเป็นสแปมเว็บไซต์ ที่จะถูกประเมินค่าให้ต่ำลงและทำให้ลดโอกาสในการแข่งขันทางการตลาดกับคู่แข่งทางการค้าอื่น ๆ ในกลุ่มสินค้าและบริการแบบเดียวกัน เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ข้อคิดและช่วยให้การพัฒนาเว็บไซต์ของธุรกิจทุกท่านสอดคล้องกับหลักการของ SEO มากยิ่งขึ้น

คนทำเว็บไซต์-SEO-2019-รู้จัก-algorithm-ของ-Google-หรือยัง